Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Happy Birthday in many languages

Happy Birthday in many languages
 
 
 






Afrikaans Veels geluk met jou verjaarsdag!
Albanian Urime ditelindjen!
Alsatian Gueter geburtsdaa!
Amharic Melkam lidet!
Arabic Eid milaad saeed! or Kul sana wa inta/i tayeb/a! (masculine/feminine)
Armenian Taredartzet shnorhavor! or Tsenund shnorhavor!
Assyrian Eida D'moladukh Hawee Brikha!
Austrian-Viennese Ois guade winsch i dia zum Gbuadsdog! Basque Zorionak
Belauan-Micronesian Ungil el cherellem!
Bengali (Bangladesh/India) Shuvo Jonmodin!
Bislama (Vanuatu) Hapi betde! or Yumi selebretem de blong bon blong yu!
Brazil Parabens a voce! or Parabens e muitas felicidades!
Breton Deiz-ha-bloaz laouen deoc'h!
Bulgarian Chestit Rojden Den!
Cambodian Som owie nek mein aryouk yrinyu!
Catalan Per molts anys! or Bon aniversari! or Moltes Felicitats!
Chamorro Biba Kumplianos!
Chinese-Cantonese Sun Yat Fai Lok!
Chinese Fuzhou San Ni Kuai Lo!
Chinese-Mandarin Sheng Ri Kuai Le!
Chinese-Shanghaiese San ruit kua lok!
Chinese-Tiociu Se Jit khuai lak!
Chronia NA ZHSHS
Croatian Sretan Rodendan!
Czech Vsechno nejlepsi k Tvym narozeninam!!
Danish Tillykke med fodselsdagen!
Dutch-Antwerps Ne gelukkege verjoardach!
Dutch-Bilzers Ne geleukkege verjoardoag!
Dutch-Drents Fellisiteert!
Dutch-Flemish Gelukkige verjaardag! or Prettige verjaardag!
Dutch-Frisian Fan herte lokwinske!
Dutch-Limburgs Proficiat! or Perfisia!
Dutch-Spouwers Ne geleukkege verjeurdoag!
Dutch-Twents Gefeliciteard met oen'n verjoardag!
Dutch Hartelijk gefeliciteerd! or Van harte gefeliciteerd met je verjaardag!
English Happy Birthday!
Esperanto Felichan Naskightagon!
Estonian Palju onne sunnipaevaks!
Euskera Zorionak zure urtebetetze egunean!
Faroes (Faroe island) Tillukku vid fodingardegnum!
Farsi Tavalodet Mobarak!
Finnish Hyvaa syntymapaivaa!
French (Canada) Bonne Fete!
French Joyeux Anniversaire!
Frisian Lokkiche jierdei!
Gaelic Co` latha breith sona dhut!
Galician (Spain) Ledicia no teu cumpreanos!
Georgian Gilotcav dabadebis dges!
German Alles Gute zum Geburtstag!
Greek Efticharismena Gennethlia! or Chronia polla!
Greenlandic: Inuuinni pilluarit!
Gronings (Netherlands) Fielsteerd mit joen verjoardag!
Gujarati (India) Janma Divas Mubarak!
Gujrati (Pakistan): Saal Mubarak!
Hawaiian Hau`oli la hanau!
Hebrew Yom Huledet Same'ach!
Hiligaynon (Philippines) Masadya gid nga adlaw sa imo pagkatawo!
Hindi (India) Janam Din ki badhai! or Janam Din ki shubkamnaayein!
Hungarian Boldog szuletesnapot! or Isten eltessen!
Icelandic Til hamingju med afmaelisdaginn!
Indonesian Selamat Ulang Tahun!
Irish-Gaelic La-breithe mhaith agat! or Co` latha breith sona dhut! or Breithla Shona Dhuit!
Italian Buon Compleanno!
Italian (Piedmont) Bun Cumpleani!
Japanese Otanjou-bi Omedetou Gozaimasu!
Javaans-Indonesia Slamet Ulang Taunmoe!
Jerriais Bouon Anniversaithe!
Kannada (India) Huttida Habba Subashayagalu!
Kapangpangan (Philippines) Mayap a Kebaitan
Kashmiri (India) Voharvod Mubarak Chuy!
Kazakh (Kazakstan) Tughan kuninmen!
Klingon Quchjaj qoSlIj!
Korean Saeng il chuk ha ham ni da!
Kyrgyz Tulgan kunum menen!
Latin Fortuna dies natalis!
Latvian Daudz laimes dzimsanas diena!
Lithuanian Sveikinu su gimtadieniu! or Geriausi linkejimai gimtadienio proga!
Lunganda Nkwagaliza amazalibwa go amalungi!
Luxembourgeois Vill Gleck fir daei Geburtsdaag!
Macedonian Sreken roden den!
Malayalam (India) Pirannal Aasamsakal! or Janmadinasamsakal!
Malaysian Selamat Hari Jadi!
Maltese Nifrahlek ghal gheluq snienek!
Maori Kia huritau ki a koe!
Marathi (India) Wadhdiwasachya Shubhechha!
Mauritian Kreol mo swet u en bonlaniverser!
Mbula (Umboi Island, Papua New Guinea) Leleng ambai pa mbeng ku ta ipet i!
Mongolian Torson odriin mend hurgee!
Navajo bil hoozho bi'dizhchi-neeji' 'aneilkaah!
Niederdeutsch (North Germany) Ick gratuleer di scheun!
Nepali Janma dhin ko Subha kamana!
Norwegian Gratulerer med dagen!
Oriya (India) Janmadina Abhinandan!
Pashto (Afganistan) Padayish rawaz day unbaraksha!
Persian Tavalodet Mobarak!
Pinoy (Philippines) Maligayang kaarawan sa iyo!
Polish Wszystkiego najlepszego! or Wszystkiego najlepszego z okazji urodzin!
Portuguese (Brazil) Parabens pelo seu aniversario!
Portuguese Feliz Aniversario! or Parabens!
Punjabi (India Janam din diyan wadhayian!
Rajasthani (India) Janam ghaanth ri badhai, khoob jeeyo!
Romanian La Multi Ani!
Rosarino Basico (Argentina) Feneligiz Cunumplegeanagonos!
Russian S dniom razhdjenia! or Pazdravliayu s dniom razhdjenia!
Samoan Manuia lou aso fanau!
Sanskrit (India) Ravihi janmadinam aacharati!
Sardinian (Italy) Achent'annos!
Serbian Srecan Rodjendan!
Slovak Vsetko najlepsie k narodeninam!
Slovene Vse najboljse za rojstni dan!
Sotho Masego motsatsing la psalo!
Spanish Feliz Cumplean~os!
Sri Lankan Suba Upan dinayak vewa!
Sundanese Wilujeng Tepang Taun!
Surinamese Mi fresteri ju!
Swahili Hongera! or Heri ya Siku kuu!
Swedish Grattis pa fodelsedagen!
Syriac Tahnyotho or brigo!
Tagalog (Philippines) Maligayang Bati Sa Iyong Kaarawan!
Taiwanese San leaz quiet lo!
Tamil (India) Piranda naal vaazhthukkal!
Telugu (India) Janmadina subha kankshalu!
Telugu Puttina Roju Shubakanksalu!
Thai Suk San Wan Keut!
Tibetan Droonkher Tashi Delek!
Turkish Dogum gunun kutlu olsun!
Ukrainian Mnohiya lita! or Z dnem narodjennia!
Urdu (India) Janam Din Mubarak
Urdu (Pakistan) Saalgirah Mubarak!
Vietnamese Chuc Mung Sinh Nhat!
Visayan (Philippines) Malipayong adlaw nga natawhan!
Welsh Penblwydd Hapus i Chi!
Xhosa (South African) Imini emandi kuwe!
Yiddish A Freilekhn Gebortstog!
Yoruba (Nigeria) Eku Ojobi!
Zulu (South African) Ilanga elimndandi kuwe!







Central European Translations - we speak your language
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อาการเท้าบวมของคุณแม่ตั้งครรภ์

อาการเท้าบวมของคุณแม่ตั้งครรภ์
 
 
 
อาการเท้าบวมเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะตอนท้องแก่) แต่เป็นแล้วก็อดกังวลไม่ได้ จะเป็นอะไรไหม แล้วเท้าจะกลับมาเหมือนเดิมหรือเปล่า

 


 
 

หนึ่งในอาการที่แม่ตั้งครภ์พบได้บ่อยๆ ก็คือ อาการเท้าบวม ซึ่งมักจะเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 36-37 โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจาก
 

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนบางตัวจากการตั้งครรภ์มีผลให้เซลล์ของเส้นเลือดมีระยะห่างกันมากขึ้น น้ำที่อยู่ในเส้นเลือดจึงรั่วออกไปอยู่บริเวณรอบๆ เส้นเลือดมากขึ้น และคั่งค้างอยู่ในชั้นของไขมัน ทำให้ขาบวมได้

มดลูกขยายขนาด ขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดเส้นเลือดบริเวณขา ทำให้การไหลของเลือดจากส่วนล่างของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลง เลือดจึงคั่งอยู่ที่ส่วนล่างของร่างกาย

แรงดึงดูดของโลก ความจริงข้อนี้คุณแม่หลายๆ คนคงนึกไม่ถึง แต่แรงดึงดูดของโลกที่ทำให้ของเหลวในร่างกายไหลมารวมกันที่บริเวณเท้า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหานี้ขึ้นได้

สัญญาณครรภ์เป็นพิษ แม้ว่าอาการบวมอาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้กับแม่ท้อง แต่การบวมบางอย่างก็อาจไม่ปกติ เมื่อคุณแม่สังเกตตัวเองแล้วพบว่า แม้จะหลีกเลี่ยงการเดินหรือยืนนานๆ แล้วเท้ายังคงบวมอยู่ และมีความดันโลหิตสูงด้วย อาจจะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษก็ได้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 



ตัวเร่ง ทำเท้าบวม
 
 

 
ใช่ว่าแม่ท้องจะประสบปัญหาเท้าบวมกันทุกคนหรอกนะคะ มีหลายปัจจัยทีเดียวที่อาจจะทำให้คุณแม่ต้องเจอกับปัญหานี้ โดยเฉพาะตัวของคุณเองและกิจกรรมที่ทำ

1.น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เท้าคุณแม่บวมมากตามไปด้วย

2.เดินหรือยืนมากตลอดวัน แบบนี้ตกเย็นจะปวดเมื่อยมากกว่าปกติ ดีไม่ดีอาจจะเป็นตะคริวมากขึ้น เวลาเดินก็เลยยิ่งปวดฝ่าเท้ามากขึ้นด้วย

3.มีเส้นเลือดขอดมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณน่องด้านหลัง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีเท้าจึงบวมมากขึ้นได้

4.นั่งในท่าเดิมนานๆคุณแม่ที่ไม่ค่อยได้เดิน นั่งนานๆ จะมีโอกาสขาบวมมากกว่าคุณแม่ที่เดินไปโน่นมานี่เสียบ้าง การเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ จะทำให้เลือดหรือน้ำที่คั่งอยู่ไหลกลับเข้าสู่เส้นเลือด ได้มากขึ้น อาการบวมก็จะน้อยลง


 
 
 
วิธีบรรเทาบวม
 
 

 
คุณแม่สามารถใช้ 3 วิธีง่ายๆ นี้ช่วยลดอาการเท้าบวมที่เกิดขึ้นได้

 
 
ออกกำลังกาย
 



1.เดินคุณแม่ควรหาจังหวะออกกำลังกายเบาๆ บ้าง เช่น เดินออกกำลังกายหลังมื้อเที่ยง ครั้งละครึ่งชั่วโมง แนะนำให้ลองออกกำลังกายแบบเดินในน้ำเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น เพราะแรงต้านของน้ำจะทำให้ต้องออกแรงมากขึ้น ฝึกกล้ามเนื้อขาได้แบบไม่เหนื่อยเกินไป

2.บริหารขา ระหว่างทำงานคุณแม่ลองหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงสบายๆ มาใช้ แล้วเริ่มบริหารขาแบบง่ายๆ ด้วยการยกขาขึ้นให้ขนานพื้นทีละข้าง กระดกเท้าขึ้นลง แล้วหมุนข้อเท้าทวนเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกาสลับกันไป
 
 

 
ปรับพฤติกรรม
 

 
1.ลุกจากโต๊ะบ้าง คุณแม่บางคนนั่งทำงานเพลินจนลืมไปว่าตัวเองนั่งอยู่ท่านี้นานแค่ไหนแล้ว อย่าลืมแปะโน้ตเตือนให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เลือดหรือน้ำคั่งอยู่ที่

เท้า ด้านล่าง อ้อ..หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างด้วยนะคะ ท่านั่งแบบนี้ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไม่เหมาะกับแม่ท้องอย่างเรา

2.ไม่ยืนหรือเดินนานๆ เพราะจะทำให้เลือดคั่งที่เท้าจนบวมได้ ควรนั่งหรือนอนเพื่อพักขาบ้างค่ะ

3.นอนยกขาให้สูง ช่วงกลางคืนเวลานอนควรเอาหมอนสัก 1-2 ใบมาหนุนที่เท้า เพื่อยกเท้าให้ระดับเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ ก็จะช่วยให้เลือดที่คั่งอยู่ไหลกลับเข้าหัวใจได้มากขึ้น

4.ดื่มน้ำมากๆ วันละ 8 แก้วกำลังดี น้ำช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ช่วยลดอาการบวมได้ค่ะ

5.หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพราะการมีเกลืออยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมากนั้น จะทำให้ร่างกายต้องดูดซับน้ำมากตามไปด้วย แต่เพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง

6.พยายามควบคุมน้ำหนักของคุณแม่เอง ไม่ให้อยู่ในระดับที่มากเกินกำหนด เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อยนั้นมาจากน้ำ ของเหลวจำนวนมากพวกนี้มักจะไปสะสมอยู่ที่เท้า การควบคุมน้ำหนักทำให้การหมุนเวียนเลือดในขาดีขึ้นค่ะ
 
 

 
นวดและแช่เท้า
 


1.แช่เท้าในน้ำอุ่น หยดน้ำมันหอมระเหยเพิ่มลงไปอีกนิด ช่วยให้ผ่อนคลายและขยายเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดโอกาสที่เท้าบวมได้
 
 

 
2.นวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง ช่วยให้การไหลเวียนของน้ำเหลืองดีขึ้น การนวดแบบนี้ลดอาการเท้าบวมได้

 



 
 
เลือกรองเท้าให้เหมาะ
 

1.ไม่ใส่รองเท้าให้คับเกินไป เมื่อเท้าบวมขึ้นก็ควรจะเปลี่ยนขนาดไปตามเท้าที่ใหญ่ขึ้น

2.รองเท้าส้นสูงเหรอ เก็บไว้ในตู้ก่อนดีกว่าค่ะ เพราะการใส่รองเท้าส้นสูงยิ่งทำให้ต้องเกร็งปลายเท้าและปวดบวมมากขึ้น ควรใส่รองเท้าหุ้มส้นที่สูงประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ เพราะใส่แล้วมีโอกาสหลุดจากเท้าได้ อันตรายนะคะ

3.พื้นส่วนที่รองรับเท้าควรเป็นยางนุ่มๆ แต่ไม่ควรนุ่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ปวดเท้าได้ ถ้าเป็นรองเท้าที่มีปุ่มนวดเท้า น่าจะบรรเทาการปวดได้มากขึ้น กรณีที่ปุ่มนวดเท้านั้นไม่แหลมและแข็งจนเกินไป

ได้วิธีดูแลไปแล้ว เท้าบวมก็ไม่ใช่ปัญหาหนักอกของแม่ท้องอีกต่อไปแล้วค่ะ

 

หมายเหตุ

การนวดฝ่าเท้า เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับแม่ท้องนะคะ เพราะการกดจุดบางจุด อาจมีผลกระทบต่อมดลูก ทำให้แท้งง่าย อย่าเสี่ยงดีกว่าค่ะ

 
 
 
 
 
 
 
ที่มา    ::     นิตยสาร Modern Mom ปีที่ 14 ฉบับที่ 159 มกราคม 2552 และ วิชาการดอทคอม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

หัดเยอรมัน..ฝันร้ายของแม่ตั้งครรภ์

หัดเยอรมัน..ฝันร้ายของแม่ตั้งครรภ์
 
 
 
หัดเยอรมัน ตั้งครรภ์

 
 
หัดเยอรมัน..ฝันร้ายของแม่ตั้งครรภ์ (รักลูก)
 

         
หัดเยอรมันมีความน่ากลัวคือ ทำให้ลูกน้อยเกิดมาพิการ โดยเฉพาะถ้าแม่ได้รับเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ลูกเกิดมาจะตัวเล็กกว่าปกติ เยื่อตาดำขุ่นขาว เลี้ยงยาก ไม่แข็งแรง และอาจเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด หูหนวก หรือปัญญาอ่อนร่วมด้วย

         
ในขณะที่อาการที่เกิดกับคุณแม่ไม่ค่อยจะน่ากลัวสักเท่าไร เป็นแล้วไม่ค่อยจะรู้ตัวว่าเป็น เพราะอาการที่แสดงออกน้อยมากหรือไม่มีเลย มีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อาจไอหรือจามหรือตาแดงด้วย พาลนึกว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา จริงๆ แล้วหัดเยอรมันมีอาการแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่พอจะสังเกตเห็นได้ คือต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้ท้ายทอย หลังหูและลำคอด้านหลังโต มีผื่นแดงจาง ๆ เริ่มจากใบหน้า แล้วกระจายมาตามตัว แขน ขา ด้วย 

         
ถ้าคุณแม่เกิดพบว่าตัวเองติดหัดเยอรมันเข้าให้แล้ว คงสงสัยว่าหมอจะรักษาอย่างไรหากเป็นในระยะท้องอ่อน ๆ ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณหมอจะแนะนำให้ทำแท้ง เพราะเด็กที่เกิดมามีโอกาสพิการสูงมาก ตัดสินใจทำแท้งในระยะแรกนี้ยังดีกว่าปล่อยให้ลูกเกิดมาพิการไปตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวคุณแม่กับสามีค่ะ พูดง่าย ๆ ว่าวิธีรักษาไม่มี มีแต่วิธีป้องกัน

 
วิธีป้องกันที่ได้ผลคือ ฉีดวัคซีนป้องกันก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ถ้าฉีดในขณะที่ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ อาจเสี่ยงที่ลูกจะเกิดมาพิการอยู่บ้าง แต่โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับการติดเชื้อหัดเยอรมันโดยธรรมชาติ

 
การวางแผนตั้งครรภ์นั้นดีที่สุด เมื่อคู่สามีภรรยาตกลงปลงใจที่จะมีลูก จะคนแรกหรือคนที่สองที่สามก็ตาม ควรไปหาหมอตรวจร่างกาย ตรวจดูโรคภัยต่าง ๆ และฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ หลังจากนั้นยังควรคุมกำเนิดต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทำได้อย่างนี้จะปลอดภัยที่สุด

 
หากคุณแม่ที่ไม่ทันได้ฉีดวัคซีน ระหว่างตั้งครรภ์ควรระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อโรคนี้ จากสถิติการระบาดของหัดเยอรมันในบ้านเรา พบว่าเป็นมากในช่วงฤดูหนาวราว ๆ เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ แต่จากสถิติที่พบก็มีโอกาสเป็นได้ตลอดปีค่ะ เพราะฉะนั้นพยายามหลีกเลี่ยงไปในที่ที่มีคนแออัด หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อโรค อย่างเช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือไปเยี่ยมคนป่วยเป็นต้น เพราะโอกาสที่จะติดเชื้อนั้นง่าย หายใจรดกัน หรือทางละอองน้ำลาย ก็อาจจะได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว

 
ขอฝากถึงผู้หญิงเราทุกคนนะคะ หากคิดจะท้อง ต้องฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันก่อนค่ะ
 
 
 
 
 
ที่มา ::
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ระวัง! ไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างท้อง

ระวัง! ไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างท้อง
ตั้งครรภ์
 

 
ระวัง! ไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างท้อง (Mother&Care)


        
 
ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบในภาวะปกติ อาจจะไม่ค่อยน่าห่วงนัก (ถ้าไม่ปล่อยจนเกิดอันตราย) รักษาโดยการผ่าตัด แต่ถ้าเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ความยุ่งยากในการรักษาก็มากขึ้น คุณแม่จะมีวิธีสังเกตตัวเองอย่างไร และคุณหมอจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ

 
 

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไร

        
ไส้ติ่งจะอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีส่วนของลำไส้ยื่นออกมาเป็นติ่งเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กับนิ้วมือของคนเราเท่านั้น ถ้าถามต่อว่า ไส้ติ่งมีหน้าที่อะไรในร่างกาย ในวงการแพทย์เองก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ ว่าทำหน้าที่อะไร แต่ที่รู้แน่นอนว่าสามารถสร้างปัญหาให้กับคนเราได้ เพราะมักจะมีเศษอาหาร หรืออุจจาระ สามารถหลุดรอดเข้าไปในไส้ติ่งได้ง่ายๆ และถ้าค้างอยู่นาน จะทำให้เกิดการเน่าเสีย ไส้ติ่งเกิดการอักเสบ บวมแดง เป็นหนอง เมื่อหนองแตก หรือที่เรียกว่าไส้ติ่งแตก ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้

ส่วนในคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็พบการเกิดไส้ติ่งอักเสบได้ตามปกติ กับตอนที่ไม่ตั้งครรภ์ ดังนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญและรู้จักสังเกตตัวเอง
 
 
 
อาการของไส้ติ่งอักเสบ
 
ปกติถ้ามีอาการไส้ติ่งอักเสบจะปวดเกร็งบริเวณรอบสะดือ แล้วก็เคลื่อนมาทางด้านขวาของช่องท้อง แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์จะทำการตรวจได้ยากขึ้น เพราะมดลูกที่โตขึ้นจะดันไส้ติ่งให้เลื่อนขึ้นไป ฉะนั้นคุณหมอจะใช้วิธีการตรวจเลือดและปัสสาวะ ซึ่งจะพบว่ามีเม็ดเลือดขาวมาก แต่ด้วยตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน และในคุณแม่ตั้งครรภ์ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น นิ่ว กรวยไตอักเสบ รกลอกตัวก่อนกำหนด ทำให้การวินิจฉัยยากมากขึ้น




การรักษาไส้ติ่งอักเสบ

        
การรักษาคือ การผ่าตัด เพื่อตัดไส้ติ่งที่อักเสบทิ้งไป แต่ถ้าอักเสบจนเกิดเป็นหนอง แล้วหนองแตก จะมีอันตรายมาก เพราะจะติดเชื้อกระจายไปทั่วท้อง ลำไส้ และถ้าเชื้อเข้าสู่หลอดเลือด อาจทำให้เสียชีวิตได้

ดังนั้นไส้ติ่งอักเสบจะไม่น่ากลัวถ้าได้รับการรักษาเนิ่น ๆ แต่ในคนท้องอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือไม่ ค่อนข้างยาก และวิธีการเดียวที่จะบอกได้แน่นอนคือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดระหว่างตั้งครรภ์ ก็ทำได้ยากเช่นเดียวกัน เพราะการดมยาสลบ ทำได้ยากกว่าปกติ เนื่องจากลูกในท้องก็เสี่ยงต่อการได้รับยาสลบ แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณหมอค่อนข้างแน่ใจว่าเกิดการอักเสบของไส้ติ่ง ก็จะทำการผ่าตัดให้ (ถ้าลูกน้อยได้รับการตรวจว่าแข็งแรงพอที่จะออกมาชมโลกได้แล้ว คุณหมอก็จะทำการผ่าตัดลูกน้อย และไส้ติ่งอักเสบพร้อมกันเลย)
 
 

สงสัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ห้ามละเลย !

        
ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบระหว่างตั้งท้องอ่อนๆ อาจทำให้เกิดปัญหาแท้งได้ แต่ถ้าเป็นหลังเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ก็อาจทำให้เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด
 
 

สังเกตการปวดด้วยตัวเอง

        
 
สิ่งที่คุณแม่ต้องปฏิบัติคือ การคอยสังเกตตัวเอง ว่ามีอาการปวดด้านขวาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ท้องน้อย เอง หรือชายโครง อยู่ตำแหน่งเดียวแล้วไม่หาย แม้ว่าจะปวดไม่มาก รวมทั้งมีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ต้องรีบไปหาคุณหมอทันที
 
 
 
ที่มา ::
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ตามดูพัฒนาการของลูก ในช่วงอายุครรภ์

ตามดูพัฒนาการของลูก ในช่วงอายุครรภ์

ตั้งครรภ์

 
ศีรษะ ใบหน้า ... หน้าต่างเรียนรู้ได้เวลาพัฒนา (modernmom)
โดย: รศ.พญ.เฉลิมศรี ธนันตเศรษฐ

หมอเคยเล่าถึงอวัยวะพื้นฐานชุดแรก ๆ ที่ลูกสร้างขึ้นเพื่อการมีชีวิตคือ หัวใจและสมอง แต่การพัฒนาของสมองต้องอาศัยอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าในการป้อนข้อมูลเข้าสู่สมอง เพื่อเรียนรู้ จดจำ และพัฒนาต่อยอดออกไป คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส หรือที่เรียกว่ารับรู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจนั่นเองค่ะ

ถ้าจะเปรียบให้สมองเป็นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์ควบคุมการมีชีวิตพื้นฐานทั้งพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ของมนุษย์ก็จะเปรียบอวัยวะส่วนใบหน้าเป็น...

หน้าจอคอมพิวเตอร์ =อวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้า

คีย์บอร์ด = อวัยวะรับรู้ทั้งหลายที่ทำหน้าที่คอยป้อนข้อมูลบนหน้าจอเข้าสู่สมอง

แล้วการพัฒนาของอวัยวะที่เกี่ยวกับใบหน้าและสมองจะสามารถต่อยอดไปถึงจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ได้ เช่น ตา ทำให้มีจิตรกรรมเอกของโลกอย่างดาวินชี หูทำให้มีนักดนตรีเอกของโลกอย่างเบโธเฟ่น จมูกและลิ้นทำให้มีพ่อครัวเอก ส่วนใจเป็นจินตนาการต่อยอดที่น่าทึ่งที่สุดแบบไร้ขอบเขตค่ะ

เมื่อสำคัญเช่นนี้ จึงน่าสนใจค่ะว่า ส่วนของศีรษะและอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าถูกพัฒนามาอย่างไรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และหากบกพร่องและเสียหายย่อมทำไปลดทอนการเรียนรู้ของมนุษย์เราอย่างแน่นอนนะคะ

 
 

ศีรษะ
 
เป็นอวัยวะที่บรรจุสมองไว้ในกะโหลกที่แข็งแรง และจะเติบโตอย่างรวดเร็วตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์

9 สัปดาห์ ศีรษะมีขนาดใหญ่กว่าลำตัวที่ขดงอเหมือนกุ้งในช่วงแรก ๆ และจะเริ่มเห็นคอในช่วงนี้ค่ะ

14 สัปดาห์ เห็นส่วนต่อของหัวแยกจากลำตัวเพราะคอยืดเห็นชัดเจน

23 สัปดาห์ อวัยวะแต่ละส่วนมีสัดส่วนการเติบโตเท่า ๆ กัน

30 สัปดาห์ อวัยวะจะเริ่มสมส่วนกันระหว่างศีรษะและลำตัว ตอนนี้จะเท่ากับช่วงแรกคลอดค่ะ

 

ใบหน้า

          
จะเริ่มเห็นวงดำ 2 วง อยู่คนละข้างของส่วนศีรษะ เป็นส่วนของตา รวมทั้งปาก ขากรรไกรล่างและลำคอ ซึ่งจะบ่งบอกว่าเป็นเค้าหน้าตั้งแต่ 4 สัปดาห์ ซึ่งแต่ละอวัยวะบนใบหน้าจะมีพัฒนาการดังนี้ค่ะ
 
ตา

          
อายุ 6-10 สัปดาห์ ตาเป็นอวัยวะที่จะพัฒนาก่อนและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จะเริ่มมีผิวหนังมาเริ่มคลุมบริเวณตา และจะเริ่มแยกออกเป็นเปลือกตาบนล่าง

อายุ 13 สัปดาห์ ตาจะเริ่มเลื่อนจากตำแหน่งด้านข้างของศีรษะเข้ามาชิดกันมากขึ้นซึ่งทำให้หน้าตาเหมือนมนุษย์มากขึ้นค่ะ

อายุ 16- 22 สัปดาห์ ลูกจะเริ่มมีเปลือกตา คิ้ว และขนตาชัดเจนขึ้น ส่วนจอตาจะเริ่มไวต่อแสงเมื่ออายุ 19 สัปดาห์ ตอนนี้เมื่อมีแสงเข้ามาลูกจะเบือนหน้าหนีแสงได้

อายุ 28 สัปดาห์ เริ่มเปิดเปลือกตาได้เต็มที่ แล้วยังเป็นช่วงที่แยกแสงสว่างจ้าของแสงอาทิตย์และแสงจากดวงไฟได้

อายุ 32-36 สัปดาห์ เมื่อขนตาเจริญเต็มที่ลูกจะกะพริบตาได้แล้วค่ะ

 

หู

          
อายุ 8 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นรอยพับของผิวหนังที่สองข้างของศีรษะ ที่จะเป็นตำแหน่งที่จะเจริญต่อไปเป็นหู

อายุ 12 สัปดาห์ เริ่มเห็นใบหูแล้วค่ะ

อายุ 14 สัปดาห์ ใบหูจะเริ่มเคลื่อนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งข้าง ๆ ใบหน้า และจะเริ่มเห็นคางชัดเจนขึ้นด้วย

อายุ 20 สัปดาห์ ระบบหูชั้นกลางและชั้นในจะพัฒนาสมบูรณ์ ลูกจะยกมือมาปิดใกล้หูได้ ถ้ามีเสียงดังมาก ๆ อยู่ใกล้ ลูกจะดิ้นแรงและตอบโต้เสียงดังได้เช่นกันค่ะ

อายุ 22 สัปดาห์ ช่วงนี้ล่ะค่ะที่สำคัญเพราะลูกจะจำเสียงร้องเพลงและเสียงพูดคุยของคุณแม่ได้

อายุ 26 สัปดาห์ ลูกสามารถดิ้นตามจังหวะเพลงได้

อายุ 31 สัปดาห์ สามารถแยกเสียงที่คุ้นเคย เช่น เสียงคุณพ่อ คุณแม่ และเสียงดนตรีที่แตกต่างกันได้

 
 
ลิ้น - จมูก

          
อายุ 18 สัปดาห์ เริ่มรับรู้รสที่ต่างกัน คือหวานและขมได้ และโครงสร้างของจมูกก็จะถูกพัฒนาไปพร้อมกับตาทั้งสองข้างที่เคลื่อนเข้ามาใกล้กันมากขึ้นจนอยู่ในตำแหน่งปกติ แต่ลูกจะยังไม่ได้กลิ่นจนกระทั่งคลอดนะคะ

 

ฟัน

          
อายุ 12-16 สัปดาห์ เริ่มมีหน่อฟันและจะเริ่มเห็นฟันชัดขึ้นค่ะ

อายุ 21 สัปดาห์ เริ่มมีหน่อของชุดฟันแท้ขึ้นแล้วค่ะ



ผม

          
อายุ 16-20 สัปดาห์ เริ่มมีผมอ่อนที่เรียกว่า lanugo และจะเห็นผมอ่อนชัดเจนขึ้น

อายุ 23 สัปดาห์ มีสีผมตามกรรมพันธุ์

อายุ 30-34 สัปดาห์ ผมจะเริ่มหนาขึ้นทีละนิด

อายุ 38 สัปดาห์ มีผมคลุมเต็มศีรษะแล้วค่ะ
 
 

กล้ามเนื้อหน้า

          
อายุ 16 สัปดาห์ ลูกจะสามารถใช้กล้ามเนื้อหน้า คือ ดูดปาก ขมวดคิ้ว แสดงสีหน้า

อายุ 18 สัปดาห์ เริ่มกลืนและสะอึกได้

อายุ 27 สัปดาห์ เริ่มดูดนิ้วได้เก่งขึ้นแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นกิจกรรมการผ่อนคลายของลูก แล้วยังเป็นการช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแก้ม และขากรรไกร ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนและสร้างความชำนาญในการดูดนมเมื่อหลังคลอดค่ะ แล้วที่สงสัยว่าลูกร้องไห้ได้หรือยัง จริง ๆ ลูกสามารถร้องไห้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่แล้วนะคะ

ที่สำคัญคือจะมีการประสานการทำงานของอวัยวะรับรู้ต่าง ๆ ต่อสิ่งเร้าภายนอกและภายในครรภ์เอง เช่น แสง เสียง รสอาหาร ความหิว และอารมณ์คุณแม่ ทำให้ลูกตอบสนองได้ในจังหวะเดียวกัน เช่น หันหน้า กลับตัว เพื่อหนีแสงจ้าจากภายนอก พร้อมกับกำหมัด เตะ กระโดด ไปในคราวเดียวกันเมื่อตอน 40 สัปดาห์ค่ะ และช่วงนี้ขนอ่อนจะผลัดหลุดออกเกือบหมด เหลือให้เห็นแค่บริเวณหัวไหล่ รอยพับของผิวหนัง และหลังหูเท่านั้นค่ะ

ทั้งนี้คุณแม่จึงควรมีการเตรียมตัวและดูแลตนเอง ทั้งก่อนและช่วงตั้งครรภ์นะคะ จะได้หลีกเลี่ยงหรือสามารถป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการพัฒนาอวัยวะรับรู้ของลูกได้ และสามารถสื่อสารกับลูกในยามตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสมและพอเพียงจากความรู้ความเข้าใจที่หมอเล่าให้คุณแม่ฟังในตอนนี้นะคะ
 
 
 
 
ที่มา ::