Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

วันตรุษจีน 2557

วันตรุษจีน 2557



ตรุษจีน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          วันตรุษจีน 2557 ตรงกับวันที่ 31 มกราคม วันนี้เรรมี 7 คำถามยอดฮิตวันตรุษจีน 2014 มาฝาก

          ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่แบบสากลไปแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ซึ่งก็คึกคักไม่แพ้เทศกาลปีใหม่ของชาติไหนเลยล่ะ เพราะลูกหลานแดนมังกรกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก รวมถึงในประเทศไทยเองก็มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กระปุกดอทคอม ก็เลยหยิบ 7 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีน 2557 ที่หลายคนถามไถ่กันในตอนนี้มาตอบให้ทุกคนได้รู้กัน มาดูกันว่ามีคำถามอะไรบ้า

1. วันตรุษจีน 2557 ตรงกับวันที่เท่าไหร่ หยุดกี่วัน?

          ใครที่กำลังพลิกปฏิทินหาอยู่ล่ะก็ ฟังทางนี้เลยจ้า สำหรับวันตรุษจีน 2557 นี้ ตรงกับวันศุกร์ ที่ 31 มกราคม 2557 นั่นเอง ซึ่งวันตรุษจีนไม่ถือเป็นวันหยุดราชการนะ แต่ตามบริษัทห้างร้านของคนจีนอาจจะอนุญาตให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน ถือเป็นวันหยุดพักผ่อนพิเศษสำหรับคนจีน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหน หรือร้านไหนจะกำหนดให้หยุดได้กี่วัน

2. วันตรุษจีน 2557 วันจ่าย วันไหน?

          ตามธรรมเนียมของคนจีนแล้ว วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก จะเป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปหาซื้ออาหาร ผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ มาเตรียมพร้อมไว้ ก่อนที่ร้านค้าต่าง ๆ จะหยุดยาวในช่วงวันตรุษจีน ซึ่งจะตรงกับวันก่อนวันสิ้นปี โดยในปี 2557 นี้ วันจ่าย ก็คือวันพุธ ที่ 29 มกราคม

3. ตรุษจีน 2557 วันไหว้ วันไหน?

          วันไหว้ของเทศกาลตรุษจีนก็คือ "วันสิ้นปี" ซึ่งจะเป็นวันที่มีการไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ ด้วยอาหาร ผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ ฯลฯ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ โดยในปี 2557 นี้ วันไหว้ตรุษจีน ก็คือ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม

ตรุษจีน

4. วันตรุษจีน 2557 วันเที่ยว วันไหน?

          วันเที่ยวสำหรับชาวจีนก็คือ "วันปีใหม่" หรือ "วันตรุษจีน" วันที่ 31 มกราคม นั่นเอง และเป็น "วันถือ" ด้วย โดยในวันนี้ชาวจีนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม พากันออกไปท่องเที่ยว และไปไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคารพรัก ชาวจีนจะถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งสิริมงคล และงดทำบาปทั้งปวง

5. ตรุษจีน 2557 ควรไหว้อะไร ของไหว้วันตรุษจีน มีอะไรบ้าง?

          การเลือกอาหารไหว้ตรุษจีนนั้น ชาวจีนจะเลือกสรรอาหารที่มีความหมายมงคล ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ หรือ เนื้อสัตว์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ของไหว้วันตรุษจีน มักจะประกอบด้วย

           - ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องเป็นไก่เต็มตัว หมายถึง มีหัว ตัว ขา ปีก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์

          - เป็ด หมายถึง สิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย

          - ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์

          - หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้

          - ปลาหมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา)

          - บะหมี่ยาว หรือหมี่ซั่ว หรือ ฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อหมายถึง อายุยืนยาว

          - เม็ดบัว หมายถึง การมีบุตรชายจำนวนมาก

          - ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน

          - สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวย

          - หน่อไม้ หมายถึง การอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก

          - กล้วย หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา และขอให้มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง
         
          - แอปเปิล หมายถึง ความสันติสุข สันติภาพ

          - สาลี่ หมายถึง โชคลาภมาถึง (ควรระวังไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)

          - ส้มสีทอง หมายถึง ความสวัสดีมหามงคล

          - องุ่น หมายถึง ความเพิ่มพูน

          อย่างไรก็ตามที่ต้องระวังก็คือ "เต้าหู้ขาว" ซึ่งแม้จะเป็นอาหารที่ชาวจีนนิยมรับประทาน แต่ชาวจีนจะไม่นำเต้าหู้ขาวมาใช้เป็นของไหว้ตรุษจีนเด็ดขาด เพราะสีขาวเป็นสีสำหรับงานโศกเศร้า ไม่เหมาะกับวันตรุษจีนซึ่งเป็นวันมงคล

          นอกจากอาหารคาว และผลไม้แล้ว ชาวจีนก็ยังนิยมเลือกขนมหวานมาไหว้ตรุษจีนด้วย โดยขนมหวานที่เราพบเห็นได้บ่อยในการไหว้ตรุษจีน ก็คือ

          - ขนมเข่ง คือ ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์

          - ขนมเทียน คือ เป็นขนมที่ปรับปรุงขึ้นจากชาวจีนโพ้นแผ่นดินดัดแปลงมาจากขนมท้องถิ่นของไทย จากขนมใส่ไส้เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิมาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลมมีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์
         
          - ขนมไข่ คือ ความเจริญเติบโต

          - ขนมถ้วยฟู คือ ความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู

          - ขนมสาลี่ คือ รุ่งเรือง เฟื่องฟู

          - ซาลาเปา หรือ หมั่นโถว คือ ไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่าห่อโชค

          - จันอับ (จั๋งอั๊บ) หมายถึง ปิ่นโต หมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป


 6. ข้อห้ามวันตรุษจีน วันตรุษจีนห้ามทำอะไรบ้าง?

          ชาวไทยเชื้อสายจีนในหลาย ๆ บ้านที่เคร่งครัดธรรมเนียมปฏิบัติมาก ๆ จะยึดคติความเชื่อบางอย่างที่จะไม่ทำกันในวันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ดังเช่น 
          - ไม่ทำงานบ้าน ไม่จับไม้กวาด ไม่ทำความสะอาด เช่น การซักล้าง หรือ การกวาดบ้านปัดฝุ่น เพราะเชื่อว่าการปัดกวาด ซักล้างนี้เป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป ดังนั้น คนจีนมักจะทำความสะอาดบ้านตั้งแต่ก่อนที่วันขึ้นปีใหม่จะมาถึง

          - ไม่สระผม คนจีนถือว่าการสระผมเป็นการชะล้างความโชคดีที่จะมาถึงในช่วงวันขึ้นปีใหม่ จึงจะไม่สระผมในวันเริ่มต้นและวันสุดท้ายของวันขึ้นปีใหม่

          - ไม่ใช้ของมีคม ไม่ว่าจะเป็นมีด, กรรไกร, ที่ตัดเล็บ เพราะเหมือนกับว่าเป็นการตัดสิ่งที่ดี หรืออนาคตที่ดีที่จะนำมาในวันขึ้นปีใหม่

          - หลีกเลี่ยงการโต้เถียง ไม่พูดคำที่มีความหมายในทางลบ เช่น คำที่มีความหมายไม่ดี คำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย เพราะถือว่าไม่เป็นสิริมงคล นอกจากนี้ชาวจีนยังหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ และการฆ่าสัตว์ปีกไป

          - ห้ามซุ่มซ่าม ชาวจีนถือว่าการเดินสะดุด หรือทำสิ่งของตกแตกในช่วงวันขึ้นปีใหม่ หมายถึงการงานสะดุด และนำความโชคไม่ดีเข้ามาในอนาคต

7. ตัวอย่าง คําอวยพรตรุษจีน มีอะไรบ้าง?

          ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้เราคงได้ยินคำอวยพรที่ว่า "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" กันจนเบื่อ เลยอยากจดจำประโยคใหม่ ๆ ไว้ใช้อวยพรคนอื่นเขาบ้าง เอ้า...งั้นลองมาดูประโยคตัวอย่างต่อไปนี้แล้วจำไปพูดกันเลยจ้า

          - ซินเหนียนไคว่เล่อ ... ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่
          - กงเฮ่อซินเหนียน ... สุขสันต์วันปีใหม่
          - ต้าจี๋ต้าลี่ ... ค้าขายได้กำไร
          - เจาไฉจิ้นเป่า ... เงินทองไหลมาเทมา ทรัพย์สมบัติไหลเข้าบ้าน
          - จินอวี้หม่านถัง ... ร่ำรวยเงินทอง ทองหยกเต็มบ้าน
          - ไฉหยวนกว่างจิ้น ... เงินทองไหลมาเทมา
          - เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ ... เหลือกินเหลือใช้ทุกปี
          - ฝูโซ่วว่านว่านเหนียน ... อายุยืนหมื่น ๆ ปี
          - หลงหม่าจินเสิน ... สุขภาพแข็งแรง
          - ห่าวยวิ่นเหนียนเหนียน ...โชคดีตลอดไป

            แต่ถ้ายังไม่จุใจ คลิกเข้าไปอ่านต่อได้ที่ "เฮง ๆ รวย ๆ มาอวยพรวันตรุษจีนกันดีกว่า"


            และนี่คือ 7 คำถามที่คนอยากรู้เกี่ยวกับวันตรุษจีน 2557 











ที่มา   ::   http://hilight.kapook.com/view/80448



วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

เด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disordes; ADHD)

เด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disordes; ADHD)





สาเหตุของการทำให้เป็นเด็กไฮเปอร์ สมาธิสั้น

กลุ่มอาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disordes; ADHD) หรือที่เรียกกันว่า เด็กไฮเปอร์ เกิดจากความผิดปกติของสมอง แต่ระบุไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดที่ทำให้สมองผิดปกติ

ปัจจุบัน เชื่อว่าว่าอาจจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่พันธุกรรมจะมีผลและมีการถ่ายทอดอย่างไร ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่มีผลต่อสมองทำให้การทำงานของสมองบางส่วนเกิดการบกพร่อง โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง นี้ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันต่อระบบสั่งงานอื่นๆ พบในเด็กอายุก่อน 7 ปี แต่อาการมักจะเด่นชัด เมื่อเด็กมีอายุ 4 - 5 ปี


และจากการตรวจในครอบครัวเด็กที่ป่วยพบว่า กลุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้ มักจะเป็นกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น แม่ใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ หรือมีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด





ข้อสังเกตและอาการบ่งชี้


อาการที่สำคัญของเด็กกลุ่มสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1.อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วไป ซนแบบไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา เคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นเด็กในวัยก่อนอายุ 4 - 5 ปี จะแยกได้ยาก เนื่องจากความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็กปกติจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ด้านความพร้อมของพัฒนาการ เด็กอายุก่อน 4 ปี จะมีพฤติกรรมซน ดื้อ และเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก เนื่องจากสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งสมองส่วนหน้าทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ ซึ่งจะเริ่มทำงานได้เต็มที่หลังจากอายุ 4 - 5 ปีไปแล้ว สำหรับเด็กปกติเมื่อพ้นช่วงอายุดังกล่าวไปแล้ว ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง

2. อาการสมาธิสั้น หรือไม่มีสมาธิ เด็กจะวอกแวกได้ง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เด็กเสียสมาธิได้ เช่น ขณะกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ หากมีเสียงของตกพื้น เด็กในกลุ่มสมาธิสั้นจะหันไปทางต้นเสียงทันทีขณะอยู่ในห้องเรียน หากมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูทันที มีความไวต่อสิ่งเร้าภายนอก ผ่านตาหรือหูเกิดจากสิ่งเร้าภายในตัวของเด็กเอง มักจะแสดงออกด้วยอาการเหม่อลอย นั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน เหม่อบ่อยอาจแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ เพราะในขณะทำงาน ใจก็จะไปคิดถึงเรื่องอื่น ทำให้งานเสร็จช้า ต้องค่อยจ่ำจี้จ่ำไช งานจึงจะสำเร็จลุล่วง ซึ่งเด็กที่ไม่ได้เป็น ไฮเปอร์ อาจทำงานไม่สำเร็จก็ได้ เพราะขาดแรงจูงใจ ไม่มีกำลังใจ หรือซึมเศร้า แต่จะสามารถทำกิจวัตรประจำวัน อย่างสม่ำเสมอส่วนเด็กไฮเปอร์อาจมีอาการขี้เกียจได้ เช่นเดียวกัน แต่ความสามารถทำกิจวัตรประจำวันและความตรงต่อเวลามักพบว่ามีความบกพร่องร่วมด้วย ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุปนิสัย แต่เกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ที่ต่างจากเด็กปกติ

3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) เด็กมักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น พูดแทรกขึ้นในทันทีขณะที่คนอื่นกำลังคุยกันอยู่ อยากพูดก็จะพูดเลย ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม เพราะไม่สามารถอดทนรอให้การสนทนานั้นจบเสียก่อนไม่ฟังคำพูดหรือคำขอให้จบก่อน ก็จะรีบลุก รีบวิ่งไปหยิบของนั้นมาให้ แสดงออกในลักษณะรีบเร่ง หุนหันพลันแล่น รอคอยไม่เป็น ซึ่งมักเป็นเหตุเกิดอุบัติเหตุต่อกับเด็กได้ง่ายหงุดหงิดง่าย เล่นแรง ต้องแยกระหว่างเด็กปกติด้วย เพราะเด็กปกติ ก็จะอาจดูเจ้าอารมณ์ เมื่อถูกขัดใจ เป็นเพราะพัฒนาการที่ยังไม่สมบูรณ์ของสมองส่วนหน้า ทำให้ไม่สามารถควบคุมการการยับยั้งชั่งใจหรืออธิบายความต้องการความคับข้องใจของตนเองได้เต็มที่ ในเด็กปกติ หลังจากอายุ 4 - 5 ปีไปแล้ว ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง

จากลักษณะอาการสำคัญทั้ง 3 ของกลุ่มเด็กสมาธิสั้น เด็กอาจมีลักษณะครบทั้ง 3 กลุ่ม หรืออาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เด่นหรืออาจมีลักษณะเด่นร่วมกัน1 - 2 อาการเลยก็ได้

สำหรับเด็กที่ผ่านการฝึกระเบียบวินัย และความอดทนอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี ได้เรียนรู้ จดจำประสบการณ์ในเชิงลบจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการถูกทำโทษ ที่จะช่วยเตือนไม่ให้เด็กซนหรือทำผิดซ้ำอีก

ดังนั้น หากเด็กอายุเกิน 5 ปี และการได้รับการดูแลเอาใจใส่ดี ฝึกระเบียบวินัย และเสริมสร้างความอดทนรอคอย แต่ยังคงอาการซุกซนอยู่ไม่สุขไม่เข็ดจำ เจ็บตัวต่อเนื่อง อาจต้องส่งตรวจประเมินความเสี่ยงสมาธิสั้นโดยผู้เชี่ยวชาญหรือพาไปพบแพทย์




การวินิจฉัยทางการแพทย์

ในการวินิจฉัยจะเปรียบเทียบกับเด็กธรรมดาทั่วไป โดยดูจากการทำงานหรือทำกิจกรรม ที่มักไม่ค่อยสำเร็จและชอบรบกวนเด็กคนอื่นมากกว่าปกติทั่วไป ในการเล่น ก็มักเล่นไม่จบ เช่น เล่นต่อตัวต่อ ซึ่งเด็กทั่วไปในวัย 7 - 8 ปี จะนั่งเล่นตัวต่อจนเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่ในเด็กกลุ่มสมาธิสั้นอาจทำไม่สำเร็จ หรือเด็กทั่วไปสามารถนั่งเล่นอยู่กับที่ได้นานประมาณ 15 - 30 นาที แต่หากเด็กนั่งเล่นอยู่กับที่ไม่ได้ อาจสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า อยู่ในกลุ่มสมาธิสั้น

แพทย์จะต้องทำการทดสอบและสังเกตจากปัญหาการเรียนเป็นหลัก โดยภาพรวมแพทย์จะประเมินจากอาการและข้อบ่งชี้ของการเป็นสมาธิสั้นก่อน เพื่อดูว่าเป็นไฮเปอร์แท้ หรือไม่

เช่นดูว่า เด็กซนมาก ไม่มีสมาธิจดจ่อ ทำอะไรได้ไม่นาน หุนหันพลันแล่น อยู่ไม่นิ่ง ชอบปีนป่าย ความสามารถในการควบคุมตัวเองต่ำ ชอบทำของหาย หรือลืมเป็นประจำ มีพฤติกรรมไม่สมกับวัยของเด็ก ซึ่งเป็นก่อนอายุ 7 ปี และเป็นต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้เด็กมีปัญหาในการปรับตัวและการดำรงชีวิตทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

และยังจะต้องประเมินจากหลายอย่าง เพราะอาจจะเป็น ไฮเปอร์เทียม ที่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูก็ได้ เช่น พ่อแม่ตามใจมากเกินไป ไม่ปลูกฝังเด็กเรื่องวินัยในตนเอง เด็กไม่รู้จักควบคุมตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นเร้ามากไป ทั้งของเล่นจำนวนมาก ห้องนอนเสียงดัง เป็นต้นอยู่ในภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล เช่น แม่เพิ่งจะคลอดน้องใหม่ หรือตัวเองเด็กเองเพิ่งเข้าโรงเรียน หรือได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เด็กเรียกร้องความสนใจ เด็กอาจจะอยู่ไม่นิ่ง จนเข้าใจไปว่าเป็นเด็กไฮเปอร์ฉลาดมากไปหรือไม่ก็ปัญญาอ่อน เพราะเด็กที่ฉลาดมาก จะเบื่ออะไรได้ง่ายๆ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วก็จะเปลี่ยนไปทำหรือเล่นอย่างอื่น ทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งไหนได้ง่ายๆ แต่ถ้าเด็กพบสิ่งของหรือกิจกรรมที่ทำให้สนใจขึ้นมา สมาธิก็จะกลับมาได้

และเด็กที่มีปัญหาการเรียน มีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากคนรอบข้างทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนไม่ดีได้ ซึ่งแพทย์จะต้องพิจารณาจากหลายๆ ด้าน ก่อนจะสรุปว่า ปัญหาของเด็กมาจากสิ่งแวดล้อมหรือจากความผิดปกติของเด็กเอง




การรักษาเด็กไฮเปอร์

แพทย์จะดูประวัติอย่างละเอียด ทั้งสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูที่บ้านและพฤติกรรมที่โรงเรียน เพื่อให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ของเด็ก นำไปปรับพฤติกรรมและวิธีการเลี้ยงดู ถ้าพบว่าเป็นไฮเปอร์แท้ หรือสมาธิสั้นแบบแท้ แพทย์อาจจะให้ยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมของเด็ก การปรับพฤติกรรมมีดังนี้

- จัดตารางชีวิตให้เป็นระบบ มีตารางในชีวิตประจำวัน ให้เด็กทำตามอย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ถ่ายหนัก-เบา แต่งตัว ทานข้าวและอื่นๆ โดยพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเป็นคนคอยบอกและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การรู้จักควบคุมตนเอง เป็นการเสริมให้เด็กมีสมาธิในทางอ้อม

- เลือกกิจกรรมให้เหมาะสม หากิจกรรมให้เด็กทำ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ชกมวย กระโดดเชือก หรือเตะฟุตบอล เพราะเด็กจะไม่สามารถจดจ่อหรืออยู่นิ่งได้นาน

- ทำงานบ้าน หัดให้เด็กรู้จักรับผิดชอบงานในบ้าน เช่น ล้างจาน เก็บเศษใบไม้ ล้างรถ ล้างห้องน้ำ เป็นต้น โดยการจัดตารางงานให้ทำเป็นเวลา เพื่อสร้างระเบียบพื้นฐานในบ้าน ช่วยฝึกวินัยในการตรงต่อเวลา ให้เด็กรู้ว่าต้องทำงานเสร็จเมื่อใด เป็นต้น และเมื่อเด็กทำงานชิ้นไหนสำเร็จด้วยดี ควรมีรางวัลให้เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ

- สอนแบบค่อยเป็นค่อยไป บางเรื่องเด็กอาจจะไม่รู้และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น ปิดโทรทัศน์เมื่อดูการ์ตูนจบ หรือกดชักโครกเมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว หรืออื่นๆ เพราะเด็กสมาธิสั้นส่วนมาก จะไม่รู้ตัวว่าต้องทำอะไร จนกว่าจะมีคนคอยบอกคอยสอน

- ให้เวลา มีเวลาให้กับเด็ก เล่นกับเด็ก เล่านิทาน หรือพาไปเที่ยวในที่ๆ เด็กอยากไป แต่ไม่ใช่สถานที่อึกทึกวุ่นวาย

- จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ภายในบ้านต้องไม่มีสิ่งรบกวนหรือสิ่งเร้าต่อเด็กมากเกินไป ต้องจัดห้องและบ้านให้เป็นระเบียบ เก็บของเล่นเข้าที่ มีบรรยากาศสบายๆ ไม่วุ่นวาย ไม่เปิดเพลงเสียงดัง และไม่ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์หรือเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป

หากเด็กได้รับความเอาใจใส่ เด็กจะรับรู้ได้ถึงความรักและความเข้าใจที่คนใกล้ชิดมีให้ พฤติกรรมต่างๆ เช่น ความก้าวร้าวที่มากับอาการของโรคสมาธิสั้นจะลดลงได้

หากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีในวัยเด็ก จะส่งผลต่อเนื่องไปจนโต อาจกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้า กลัว ซึมเศร้า ซึ่งคนในกลุ่มนี้จะมองว่า ตัวเองไร้ค่า อาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น คนเกเร ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ซึ่งคนในสองกลุ่มดังกล่าว มักจะพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กสมาธิสั้นที่เริ่มโตขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่อาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะมีพรสวรรค์ด้านอื่นเป็นพิเศษมาช่วยชดเชย ทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ หรือพ่อแม่และคนในครอบครัว มีความเข้าใจจึงดูแลเป็นอย่างดี



การช่วยเหลือทางจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว

ในการปรับพฤติกรรมของเด็กไฮเปอร์หรือเด็กสมาธิสั้น ควรจะไปไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป กว่าที่พฤติกรรมจะเปลี่ยน หรือเกิดการพัฒนาจะต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาสั้นๆ พ่อแม่และคนในครอบครัว จึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วค่อยๆ ลดบทบาทลงทีละน้อยๆ จนเด็กสามารถทำด้วยตนเองได้

นอกจากนั้น ยังต้องสรรหากิจกรรมต่างๆ มาช่วยเสริมทักษะด้านต่างๆ ให้กับเด็ก ต้องเป็นกิจกรรมที่ปลอดความรุนแรง เพราะถ้าเลือกกิจกรรมไม่เหมาะสม จะกลายไปเป็นการกระตุ้นอาการสมาธิสั้นทำให้อาการแย่ลงไปอีก และที่สำคัญต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการลงโทษ โดยจะต้องเปลี่ยนการลงโทษเป็นการตกลงกันก่อน เช่น ลดเวลาดูโทรทัศน์ลง เมื่อเด็กไม่ทำตามกติกา เป็นต้น

การฝึกให้เด็กนั่งอยู่กับที่ และทำกิจกรรมอะไรสักอย่างโดยที่เด็กจะค่อยๆ เพิ่มเวลาให้ความสนใจสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ จาก 3 นาทีเป็น 5 นาที เป็น 7 นาทีไปเรื่อยๆ พ่อแม่ควรให้คำชมเชย เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และในที่สุดก็จะให้ความร่วมมือกับพ่อแม่อย่างดี

ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องมีทั้งความเข้าใจในโรค ในตัวเด็ก และมีความอดทนเพียงพอ ที่จะดูแลและเพื่อให้เด็กหายจากอาการสมาธิสั้นได้




การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

ถ้าไม่ได้รับการรักษา เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาในการเรียนและนอกจากนั้นยังจะมีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น การคบเพื่อน การอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น เพราะพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นก่อให้เกิดความรำคาญต่อคนอื่นไม่น้อย



ปัญหาการเรียน

- เมื่อเด็กขาดสมาธิที่จะตั้งใจฟังครู ไม่ตั้งใจเรียน ไม่สนใจฟังครูสอนหรือสั่งการบ้าน ส่งผลให้เด็กเรียนไม่เข้าใจ ทำงานส่งครูไม่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพตามที่ควรเป็น

- การเรียนของเด็กไม่ดี เพราะบทเรียนของวันนี้ ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจให้ดี วันรุ่งขึ้นก็มีบทเรียนใหม่เข้ามาอีก ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน ก็จะกลายเป็นเบื่อแล้วไม่อยากเรียน

- เมื่อไม่มีสมาธิก็จะยุกยิกตลอดเวลา แกล้งเพื่อน ชวนเพื่อนคุย ทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนก็ออกมาไม่ดี

- เด็กมักถูกครูทำโทษจากพฤติกรรมของโรคสมาธิสั้นที่แสดงออกมา ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นอีก เด็กจึงมักมีปัญหาด้านอารมณ์และความวิตกกังวลตามมา

- เด็กไม่สามารถอดทนนั่งทำข้อสอบที่ยากและน่าเบื่อได้

- เมื่อประเมินผลการเรียน ผลที่ได้ออกมาไม่ดีเท่าเด็กปกติ ก็จะส่งผลต่อเนื่อง ทำให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเอง มองตัวเองว่า ไม่เก่ง ไม่ดี โง่กว่าเพื่อน

- ในเด็กบางคนที่มีไอคิวดี แต่มีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย เมือ่เด็กไม่ตั้งใจฟังครูสอน แต่ก็สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ทั้งที่แสดงออกเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังเลย ลักษณะอย่างนี้บางครั้งก็กลับกลายไปเป็นผลเสียต่อเพื่อนที่นั่งเรียนอยู่ข้างๆ เพราะในช่วงไม่มีสมาธิก็จะหันไปชวนเพื่อนคุย พลอยทำให้เพื่อนไม่มีสมาธิในการเรียนไปด้วย
และเหมือนเป็นตัวปัญหาของชั้นเรียน ทำให้ความสัมพันธ์ต่อคนอื่นไม่ดีไปด้วย

ถ้าครูไม่เข้าใจก็จะตำหนิลงโทษ เด็กก็จะเสียกำลังใจ ไม่อยากไปเรียน ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจก็จะตามมา เริ่มโดดเรียน หนีเรียน หรือไม่ก็แสดงออกอย่างอื่น เช่น ก้าวร้าว อาละวาด เป็นต้น




สิ่งที่ครูควรทำ

ถือเป็นเรื่องสำคัญ ครูจะต้องจัดลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม

- การวาดรูป ระบายสี หรือศิลปะจะช่วยทำให้เด็กสงบ มีสมาธิมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จะเรียนได้ดีในวิชาศิลปะ ครูอาจจะเพิ่มเวลาเรียนวิชาศิลปะให้มากขึ้น

- เด็กไม่ควรอยู่ในห้องที่มีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่เยอะ แขวนระโยงระยาง ควรจัดให้เรียนให้ห้องที่สงบ โปร่งโล่ง

- ครูต้องเลือกวิชาและจัดบรรยากาศให้เหมาะสมกับเด็ก

- ครูอาจต้องแยกเด็กไฮเปอร์ ออกจากเพื่อนเพื่อไม่ให้รบกวนการเรียนของเด็กคนอื่น

- ครูต้องคอยสังเกตว่า ยาที่แพทย์ให้มานั้นเด็กกินแล้วเป็นอย่างไร และรายงานผลกลับไปที่แพทย์ด้วย เช่น ยาตัวนี้เด็กกินแล้วไม่ซน แต่ง่วงหลับตลอดวัน ก็ต้องมีการปรับตัวยา เพราะเท่ากับเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย


สำหรับเด็กไฮเปอร์ ครูจะต้องประสานกับพ่อแม่หรือแพทย์ผู้ดูแลรักษา เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ของเด็ก และหากครูมีความเข้าใจและให้ความรักเด็กที่เป็นโรคนี้ การปรับพฤติกรรมก็จะง่ายขึ้นเมื่อเด็กให้ความร่วมมือ                                               



บทความที่เกี่ยวข้อง 
 





ที่มา   : นิตยสารรักลูก : นิตยสาร ModernMom : นิตยสาร Kids & School : หนังสือสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค : www.autismthai.com - See more at: http://www.momypedia.com/

ความแตกต่างระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับเด็กไฮเปอร์

ความแตกต่างระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับเด็กไฮเปอร์

 
 
 
เจ้าตัวเล็กของคุณเป็นโรคสมาธิสั้น หรือแค่มีพลังงานเหลือเฟือกันแน่? เราจะบอกคุณว่าเด็กแบบไหนเป็นเด็กสมาธิสั้นและแบบไหนคือเด็กไฮเปอร์ พร้อมวิธีรักษา


ADHD ความแตกต่างระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับเด็กไฮเปอร์
เด็กสมาธิสั้นหรือแค่ไฮเปอร์
 
 
 
 
สัญญาณในเด็กเล็ก
 
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่สามารถทำอะไรให้เสร็จสมบูรณ์ได้ ต่อให้เป็นงานที่ง่ายที่สุดก็ตาม ปกติเด็กเล็กมักมีสมาธิสั้นกว่าเด็กโตอยู่แล้ว แต่เด็กที่เป็นโรคนี้จะเริ่มคิดถึงงานถัดไปก่อนที่จะเริ่มทำงานแรกเสียอีก พวกเขาจะไม่สามารถนั่งฟังนิทานเฉย ๆ หรือแม้แต่ช่วยพับผ้าได้
เด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นจะทำตามคำสั่งหรือประมวลข้อมูลได้ลำบากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เขาจะพูดตลอดเวลา เพียงเพื่อให้ได้พูด แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ถามคำถาม “ทำไม” ตลอดเวลาจะเป็นโรคสมาธิสั้น เด็กที่เป็นโรคนี้จะพูดทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสมอง และพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ
 
อีกอาการหนึ่งของเด็กที่เป็นโรคนี้คือ เขาจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น กระโดดบนเตียง กระโดดลงจากโต๊ะ ขยุกขยิก แกว่งแขน แกว่งเท้า เล่นกับอาหาร และไม่สามารถนั่งนิ่ง ๆ ได้ หมายเหตุ: นี่เป็นอาการทั่วไปของเด็กสมาธิสั้น ไม่ใช่เด็กที่กำลังตื่นเต้นเพราะจะได้ไปเที่ยวข้างนอกนะคะ
 
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักมีความคิดสร้างสรรค์และช่างจินตนาการ สมองของเขาจะวิ่งปรู้ดตลอดเวลา และอยากทำนู่นทำนี่ไปซะทุกอย่าง มักเป็นพวกที่คิดเรื่องราวประหลาด ๆ มาเล่าให้คุณฟังได้เสมอ ชอบวาดรูปสัตว์หน้าตาประหลาด และเมื่อเริ่มโตขึ้น เขาจะสามารถทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ เช่นฟังคุณพูดไปพร้อม ๆ กับการจดจ่ออยู่กับงานอื่น
 
 
 
การวินิจฉัยของแพทย์
 
ไม่ว่าลูกของคุณจะมีอาการชัดเจนแค่ไหน เราก็ไม่แนะนำให้คุณพยายามวินัจฉัยโรคด้วยตัวเอง มีเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบหลายคนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นโดยที่พวกเขาไม่ได้เป็น เนื่องจากการวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยเวลาสังเกตพฤติกรรมต่อเนื่อง เด็กในช่วงวัยนี้อาจดูไฮเปอร์ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นโรคสมาธิสั้นเสมอไป อาจแค่อยู่ในช่วงกำลังซน อยากรู้อยากเห็น แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น
 
 
Sibling playing ความแตกต่างระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับเด็กไฮเปอร์
เด็กสมาธิสั้นจะอยู่นิ่งไม่ได้
 
 
 
 
วิธีรักษาที่ดีที่สุด
 
มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำเพื่อบรรเทาอาการโรคสมาธิสั้นได้ เช่น ทำให้บรรยากาศในบ้านสงบ งดกิจกรรมที่อึกทึก และอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
 
 
  • เพียงแค่ลองเปลี่ยนอาหารให้ลูก ก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้มาก พยายามงดอาหารแปรรูปที่ใส่สีผสมอาหาร สารเคมี และอาหารขยะทั้งหลาย ร่างกายของเราถูกออกแบบมาเพื่อให้ย่อยผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม การกินอาหารอย่างระวังจะช่วยบรรเทาอาการได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

  • ลดสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ห้องที่มีสีสันสดใส การเปิดเพลงเสียงดัง วิดีโอเกมหรือรายการทีวีที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ ๆ และอื่น ๆ จะยิ่งกระตุ้นประสาท และทำให้ลูกไม่สามารถจดจ่อได้ พยายามทำให้ทุกอย่างเงียบสงบ หากิจกรรมที่ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเองให้ลูกทำก็ช่วยได้เช่นกัน

  • ให้รางวัลเมื่อลูกทำงานเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้ลูกจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งและปฏิบัติตัวดีจนกว่างานจะสำเร็จ

  • บางครั้งอาการของโรคอาจเกิดขึ้นกระทันหันจนเด็กไม่สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตได้ตามปกติ คุณอาจจำเป็นต้องให้ยา แต่ควรเลือกวิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่ได้ลองวิธีอื่น ๆ แล้ว



คุณอาจปรึกษากุมารแพทย์เพิ่มเติมเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโรค การวินิจฉัย วิธีรักษา และวิธีการฝึกให้ลูกใช้พลังไปในทางที่สร้างสรรค์




 

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 
 
 
 

ที่มา  :   http://th.theasianparent.com

อาหารอันตรายสำหรับเด็ก

อาหารอันตรายสำหรับเด็ก

 
 
 
โปรดอ่านข้อมูลเกี่ยวกับสารและวัตถุเจือปนอาหารอันตรายที่เรากำลังจะบอกคุณต่อไปนี้ และอย่าลืมอ่านฉลากก่อนซื้ออาหารให้ลูกคราวหน้า



นอกจากปริมาณน้ำตาลและไขมันแล้ว คุณยังควรระวังเรื่องวัตถุเจือปนที่อยู่ในอาหารที่ลูกกินด้วยเช่นกัน สารบางตัวเป็นอันตรายต่อเด็กเล็ก เช่นทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกระทันหัน หรือเป็นอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย




วัตถุเจือปนอาหารคืออะไร?

มันคือสารเคมีหรือสารประกอบธรรมชาติที่ผู้ผลิตใส่ลงไปในอาหารเพื่อรักษารสชาติและหน้าตาของอาหาร เช่นสารกันบูด ซึ่งทำให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น
วัตถุเจือปนอาหารเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างไร?
วัตถุเจือปนอาหารบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการไฮเปอร์ได้ ในขณะที่บางตัวอาจทำให้สมองทำงานผิดปกติหรือเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง



วัตถุเจือปนอาหาร 5 ชนิดที่พบบ่อยที่คุณควรระวัง


1.  สีผสมอาหาร สารใด ๆ ที่ขึ้นต้นด้วย FD&C (เช่น FD&C Blue #1) คือสีผสมอาหาร มักพบในลูกกวาด ธัญพืชอาหารเช้า หรือแม้แต่โยเกิร์ต การบริโภคต่อเนื่องในระยะยาวอาจทำให้เป็นไมเกรน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้




2.  วัตถุกันเสีย เช่น บิวทิเลตเต็ดไฮดร็อกซีอะนิโซล (butylatedhydroxyanisole) หรือ BHA, โซเดียม ไนเตรต (sodium nitrate) และ โซเดียม เบนโซเอต (sodium benzoate) พบบ่อยในเยลลี่, เนยเทียม, แยม และน้ำอัดลม สารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน หายใจไม่ทัน และเกิดแผลในกระเพาะอาหาร


3.  สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น แอสปาแตม (aspartame), อะซิซัลเฟม-เค (acesulfame-K), แซคคาริน (saccharin) พบได้ในน้ำอัดลมแบบไดเอท เครื่องดื่มและน้ำผลไม้กล่อง ขวด หรือกระป๋อง ผลการวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการบริโภคสารประเภทนี้ในระยะยาวหรือมากเกินไปจะทำให้เกิดความผิดปกติในตับ และหายใจไม่สะดวก


4.  น้ำตาลดัดแปลง ไฮฟรุกโตสคอร์นไซรัป (HFCS), น้ำตาลข้าวโพด และ เด็กซ์โตรส คือน้ำตาลที่ดัดแปลงมาจากน้ำตาลธรรมชาติ มักผสมอยู่ในน้ำอัดลม, ขนมปังกรอบ, ซอสมะเขือเทศ และแม้แต่อาหาร “เพื่อสุขภาพ” เช่นน้ำสลัด หรือขนมธัญพืชต่าง ๆ การบริโภค HFCS มากเกินไปจะทำให้อ้วน เป็นโรคตับ และมีโอกาสเป็นเบาหวานสูง


5.  เกลือ ถึงเราจะใช้เกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาประกอบอาหารกันเป็นปกติ แต่การได้รับเกลือในปริมาณที่มากเกินไปจากอาหารสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไตได้ เด็กที่กินของเค็มจัดมากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคไตและโรคหัวใจ พยายามเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดและบริโภคแต่น้อย



คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านฉลากก่อนซื้ออาหารทุกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงส่วนประกอบที่เป็นอันตรายเหล่านี้ ถ้าลูกมีอาการผิดปกติ ให้รีบพาไปหาหมอทันที




ที่มา  : http://th.theasianparent.com

เมนูอาหารเช้าง่าย ๆ ที่ควรหัดทำ: แพนเค้กกล้วย

เมนูอาหารเช้าง่าย ๆ ที่ควรหัดทำ: แพนเค้กกล้วย

 
 
 
ทำแพนเค้กไส้กล้วยที่ทั้งอร่อยและมีสารอาหารที่จำเป็น เมนูสุดง่ายนี้นอกจากกล้วยแล้วคุณยังใส่ผลไม้พวกเบอร์รี่หรือผลไม้อื่น ๆ ที่หาได้ง่ายและมีประโยชน์สูงได้อีก ทำให้อาหารมื้อนี้ดูมีสีสันน่าค้นหาว่าวันนี้แม่จะใส่ไส้อะไรในแพนเค้กของหนู






ส่วนผสม:

ไข่ฟองใหญ่                                              2                 ฟอง
แป้งสาลีอเนกประสงค์                                2                 ถ้วย
นมจืดไขมันต่ำ                                          1 ¼             ถ้วย
กล้วยบด                                                    ½                ถ้วย
บลูเบอร์รี่หรือสตรอเบอร์รี่                            ½                ถ้วย
น้ำตาล                                                       2                 ช้อนโต๊ะ
อบเชยป่น                                                  ½                ช้อนชา
ลูกจันทน์เทศป่น                                       ½                ช้อนชา
 



วิธีทำ  
                 
คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวด้วยตะกร้อมืออย่าให้มีแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ เหลืออยู่ แต่อย่าคนนานเพราะจะเหนียว
ตั้งกระทะแบนใหญ่ให้กระทะร้อน ใช้ไฟกลาง ตักส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้วประมาณ ¼ ถ้วยลงบนกระทะ หมุนกระทะให้ส่วนผสมแป้งแผ่บาง ๆ ทั่วกระทะประมาณ 2 นาทีแล้วกลับอีกด้านลงอีกประมาณ 2 นาทีหรือจนกระทั่งเห็นขอบ ๆ แป้งเริ่มเกรียมเป็นสีน้ำตาล ยกขึ้นเสิร์ฟเป็นอาหารเช้าราดด้วยน้ำเชื่อมเมเปิ้ล แล้วโรยหน้าด้วยผลเบอร์รี่




ที่มา   : http://th.theasianparent.com



10 วิธีชาญฉลาดให้ลูกหย่านมจากอกแม่ง่ายขึ้น

10 วิธีชาญฉลาดให้ลูกหย่านมจากอกแม่ง่ายขึ้น

 
 
 
เมื่อถึงวันที่ทารกน้อยเติบใหญ่ขึ้นจนถึงวัยที่หย่านมแม่ เด็กอ่อนบางคนก็แผลงฤทธิ์ไม่ยอมกินอาหารอื่นที่แม่สรรหามาทดแทนนมแม่ คุณแม่หลายท่านจึงพยายามหาตัวช่วยที่จะให้ลูกหย่านมด้วยวิธีต่าง ๆ กันไป เรามี10 วิธีชาญลาดที่ช่วยให้ลูกหย่านมได้ง่ายขึ้น

1. เลือกตัวช่วยที่เหมาะสม



ตัวเลือกที่เหมาะสมในที่นี้คือใช้อายุของลูกเป็นเกณฑ์ว่าจะใช้ตัวช่วยแบบไหนถึงจะเหมาะสม ถ้าลูกอายุ 6- 8 เดือน คุณต้องใช้ขวดนมช่วยในการหย่านม แต่ถ้าลูกคุณอายุ 8 เดือนถึง 1 ขวบ คุณก็ให้ลูกหัดจิบนมจากแก้วสำหรับเด็กแทนที่จะใช้ขวดนม


2. จุกนมหลอก

จุกนมหลอกเหมาะที่จะใช้กับทารกที่ติดดูดนมแม่และแผดร้องไม่หยุดถ้าไม่ได้ดูดนมแม่ จุกนมหลอกทำขึ้นมาให้ทารกรู้สึกว่ายังดูดนมแม่อยู่เพื่อให้ทารกน้อยไม่แผลงฤทธิ์

3. หลอกว่าเป็นนมแม่

เด็กน้อยบางคนที่จำรสชาตินมแม่ได้จะไม่ยอมกินนมที่ไม่ใช่นมแม่เลย คุณแม่ก็ต้องใช้วิธีปั้มน้ำนมใส่ขวดนมหรือแก้วนมเด็กอ่อน ฝึกลูกให้คุ้นเคยกับวิธีกินนมแบบใหม่ตามที่คุณเลือกให้เหมาะกับอายุของลูกคุณ ใช้วิธีนี้สัก 3 วัน นอกจากจะช่วยเรื่องนมคัดและการเจ็บเต้านมได้ดีแล้ว การที่ร่างกายคุณผลิตน้ำนมน้อยลงในช่วงที่ลูกหย่านม ทำให้คุณไม่ต้องเป็นห่วงว่าร่างกายจะผลิตน้ำนมมากไป ทำให้คุณมีเวลาทำให้ลูกหย่านมได้ง่ายขึ้น หรือคุณอาจใช้วิธีผสมน้ำนมแม่กับนมผงเพื่อให้เขาคุ้นเคยกับรสชาติใหม่แล้วค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเป็นนมผงอย่างเดียว จะช่วยให้ลูกน้อยหย่านมแม่ได้ง่ายขึ้น
 
4. ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ

เรามักจะเบี่ยงเบนความสนใจหรือหลอกล่อทารกน้อยด้วยสิ่งของที่มีสีสันสดใส ถ้าคุณลองใช้แก้วนมเด็กสีสวย ๆ ทำให้เด็กจดจ่ออยู่ที่แก้วนมสีสวยหรือหลอดดูดสีละลานตา แทนที่จะนึกถึงการไม่ได้ดูดนมแม่
 
 
5. ให้คุณพ่อรับไม้ต่อ

คุณแม่บางคนเวลาที่ต้องการให้ลูกหย่านมก็หายตัวไปเลย ให้คุณพ่อรับหน้าที่แทนในการให้นมลูก พอเวลาผ่านไปสักพัก ลูกน้อยก็เคยชินกับการที่คุณพ่อเป็นคนให้นม ในที่สุดก็หย่านมได้สำเร็จ
 
 
6. ไม่ตามใจลูก
 
คุณแม่บางคนใจเด็ดใช้วิธีปฏิเสธ ไม่ตามใจลูกเวลาที่ลูกร้องขอกินนมแม่ วิธีนี้ก็ได้ผลเช่นกันแต่คุณแม่ต้องใจแข็งมาก ๆ


7. ใช้วิธีให้รางวัลปลอบใจ

วิธีนี้เหมาะกับเด็กน้อยที่พอเข้าใจการสื่อความหมายบ้างแล้วและไม่ควรใช้เป็นประจำ รางวัลสำหรับเด็กน้อยในวัยนี้ เวลาที่เขายอมดูดนมจากขวดหรือจิบนมจากแก้วนมก็มักเป็นพวกสติ๊กเกอร์ หรือตัวการ์ตูนที่เขาชอบ เล่านิทานให้ฟัง หรืออะไรก็ได้ที่คุณรู้ว่าเขาชอบ เป็นการฝึกให้ลูกหย่านมแบบที่มีรางวัลเป็นตัวล่อ

8. ยกตัวอย่างให้เห็น

เวลาที่อยู่ในหมู่เด็กวัยใกล้ ๆ กันและมีเด็กที่หย่านมได้แล้ว บอกให้ลูกรู้ว่าเด็กคนไหนหย่านมได้แล้ว และเด็กที่หย่านมได้คือ “เด็กที่โตแล้ว”

9. ความใกล้ชิดทางร่างกาย

ถ้าลูกน้อยของคุณเป็นเด็กติดแม่ ที่ต้องมีการกอดจูบพุดคุยตอนที่ให้นม เวลาที่คุณหัดให้เขากินนมจากขวดหรือแก้วนมก็ควรกอดจูบเขาให้เขารู้สึกว่าคุณอยู่ใกล้ชิดเขาตลอดเวลา            

10. ทำให้เด็กสนุกเวลากินนม

คล้าย ๆ กับวิธีเบี่ยงเบนความสนใจในข้อ 4 ให้เด็กเล่นของเล่นขณะที่กินนมจากขวดหรือแก้วนมอยู่ เช่นกินนมไปด้วยแกว่งชิงช้าไปด้วย เด็กก็จะเริ่มหย่านมได้ เพราะกำลังสนุกกับการเล่น จนลืมไปว่าไม่ได้ดูดนมแม่อยู่
 
 


ที่มา   : http://th.theasianparent.com/
 
 

ฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนได้อย่างไร?

ฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนได้อย่างไร?

 
 
 
นี่เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองหลายคนรอคอย เราจะฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนได้อย่างไร และจะทำให้ลูกน้อยหลับต่อเนื่องตลอดคืนได้อย่างไรโดยไม่ต้องกินนม


baby cute touch head ฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนได้อย่างไร?
 
 
 
เรารู้ว่าคุณรักลูกมากแค่ไหน แต่สารภาพมาเถอะค่ะ ว่าคุณเองก็อยากมีเวลานอนหลับแบบเต็ม ๆ สักคืนเหมือนกัน การฝึกให้ลูกน้อยหย่านมระหว่างกลางคืนจึงถือเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอให้มาถึง



ควรจะฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนเมื่อไหร่?

ไม่มีช่วงเวลาตายตัวค่ะ ทารกอายุระหว่าง 4-6 เดือนควรสามารถนอนหลับต่อเนื่องได้ตลอดคืนโดยไม่จำเป็นต้องกินนม คีย์เวิร์ดในที่นี้คือ “จำเป็น” การหย่านมระหว่างคืนเป็นเหมือนการเปลี่ยนนิสัยมากกว่าการลดปริมาณอาหาร ทารกก็เหมือนผู้ใหญ่ตรงที่สามารถติดนิสัยบางอย่างได้หากทำซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง แม้เด็กบางคนอาจจะสามารถหย่านมระหว่างคืนได้เอง แต่บางคนก็ต้องอาศัยตัวช่วยจึงจะเลิกนิสัยนี้ได้


ฝึกอย่างไร?

การฝึกให้ทารกหย่านมก็เหมือนการเลี้ยงลูกนั่นแหละค่ะ ใช่ว่าจะมีวิธีฝึกที่ใช้ได้ผลกับเด็กทุกคน จุดสำคัญคือการต้องพยายามกำจัด “ปัญหา” ต้นเหตุที่ทำให้ทารกตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนไป


บทความใกล้เคียง: ฝึกให้ลูกน้อยนอนเป็นเวลา


mom feeding baby milk bottle ฝึกให้ลูกหย่านมระหว่างคืนได้อย่างไร?
 
ป้อนลูกให้อิ่มก่อน จะได้ไม่ตื่นระหว่างคืน



ป้อนให้อิ่ม

ถ้าลูกของคุณกินนมหนึ่งขวดเต็ม หรือเกือบหมดขวดระหว่างคืน ลองให้เขากินเพิ่มอีกขวดก่อนเข้านอน หรือไม่ก็ให้กินอาหารเสริมหรือขนมสำหรับทารกก่อนเข้านอน นี่จะช่วยให้เขาอิ่มจนถึงเช้า


อย่าโอ๋ด้วยอาหาร

เมื่อลูกตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน พยายามกล่อมให้เขาหลับโดยไม่ป้อนอาหาร ลองนวดหน้าผากเขาเบา ๆ เป็นวงกลมหรือตามแนวหน้าผากด้วยนิ้ว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้เขารู้สึกสบาย คุณอาจลองไกวแปลให้ลูกหลับ แต่อย่าอุ้มเขาขึ้นมาจากที่นอน


ให้คนอื่นกล่อม

ทารกมักจะเชื่อมโยงแม่เข้ากับการป้อนอาหาร ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ลองให้คุณพ่อกล่อมแทนดู


บทความใกล้เคียง: ควรให้ลูกหย่านมเมื่อไหร่




ระวังอาหาร

ถ้าคุณอยู่ในช่วงให้นมลูก คุณควรระวังเรื่องการบริโภคคาเฟอีน (รวมถึงน้ำอัดลมและช็อกโกแลต) และพยายามไม่กินอาหารเหล่านี้หลังบ่ายสามโมง คุณกินอะไร ลูกของคุณก็ได้กินเช่นกัน จำไว้ว่าคาเฟอีนส่งผลกับเจ้าตัวเล็กมากกว่ากับคุณ


ให้ลูกได้กลิ่นคุณ

คุณสามารถช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยเพื่อเขาจะได้นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยการแต้มโลชั่นทาผิวที่คุณใช้ไว้ที่ผ้าห่มของเขาเล็กน้อย คุณแม่บางคนยังแขวนเสื้อที่ใส่แล้วไว้ใกล้เปลเพื่อให้ลูกได้กลิ่นอีกด้วย


ทำให้ห้องน่านอน

ทำให้ห้องนอนลูกมืด มีอุณหภูมิพอเหมาะ (ไม่ร้อน หนาว หรืออบเกินไป) และไม่ถูกรบกวนจากการเคลื่อนไหวหรือเสียงดัง


อดทนไว้

บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับความอดทนของคุณเอง อย่ารีบวิ่งไปทันทีที่ได้ยินเสียงลูก ปล่อยให้ลูกหัดหลับไปเอง ถ้าลูกยังไม่หยุดร้อง ให้เข้าไปกล่อมเบา ๆ เดี๋ยวเดียวแล้วออกมา คุณอาจจะต้องทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ  ติดกันสักสองสามคืน แต่ยิ่งทิ้งช่วงไว้นานเท่าไหร่ เด็กก็จะสามารถหลับเองได้โดยไม่ต้องให้ป้อนนม ทุกคน (รวมทั้งเจ้าตัวเล็ก) ก็จะได้นอนยาว ๆ กันสักที


บทความแนะนำ: ทำอย่างไรเมื่อคุณนอนไม่หลับ


ที่มา  : http://th.theasianparent.com




อาหารพัฒนาสมองเด็กวัย 1-3 ปี

อาหารพัฒนาสมองเด็กวัย 1-3 ปี



อยากให้ลูกน้อยสมองดี ไม่ต้องไปสรรหาอาหารเสริมที่ไหนไกลหรือเชื่อตามโฆษณาชวนเชื่อใดๆ เพราะอาหารพัฒนาสมองเด็กนั้นเป็นของใกล้ตัวที่หาได้ง่าย ตามตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ก็ก้นครัวบ้านเรานี่เอง อยู่ที่คุณแม่จะให้เวลาเลือกสรร จัดเตรียมหรือไม่เท่านั้น




สารอาหารในกลุ่มพัฒนาสมอง





เหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมถึงสมอง โดยผ่านกระแสเลือด ถ้าเด็กได้รับไม่เพียงพอจะมีอาการเหนื่อย หอบ ไม่มีสมาธิ ขาดความกระตือรือร้น สติปัญญาด้านความจำลดลง รวมถึงโลหิตจาง
มีใน : ไข่แดง ตับ เนื้อสัตว์ นม ปลา ธัญพืช ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วแขก ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักขม บร็อกโครี ตำลึง ฟองเต้าหู้

  • ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้น้อยกว่าจากเนื้อสัตว์
  • ควรให้ลูกได้กินผัก ผลไม้อย่างสม่ำเสมอ เพราะวิตามินซีในผัก ผลไม้ ช่วย ให้ร่างกาายดูดซึมธาตุเหล็กได้



ไอโอดีน สำคัญกับการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง ถ้าขาดหรือได้รับไม่เพียงพอจะมีผลต่อระดับสติปัญญามีใน : อาหารทะเล สาหร่ายทะเล

กลุ่มวิตามินบี (B1 B2 B6 B12 โฟเลต) มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนรู้ของสมอง ช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป็นพลังงานในการทำงานของสมอง จำเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มเส้นใยประสาท

มีใน : ธัญพืช ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว งา ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด อาหารทะเล กล้วย กะหล่ำปลี ถั่วงอก คะน้า มะเขือเทศไข่ นม ปลา

สังกะสี สำคัญสำหรับการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย คือ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่ว ฟักทอง



กินอย่างไรให้เด็กวัย 1-3 ปี..ฉลาด

  • อาหารเสริมสมองอย่างแรกที่ต้องให้ลูกก็คือนมแม่ เพราะในนั้นครบถ้วนทั้งสารอาหารเสริมสมอง อีกทั้งภูมิต้านทานมากมายที่อาหารชนิดไหนก็เทียบไม่ติด
  • เมื่อถึงวัยอาหารเสริม ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมตามวัย ทั้งชนิดและลักษณะอาหาร เพิ่อให้ลูกคุ้นชินกับอาหารอื่นนอกจากนม
  • เมื่อถึงวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยเรียนรู้อย่างมากมาย ที่สามารถปลูกฝังเรื่องต่างๆ ให้เป็นนิสัยไปจนโตได้ตั้งแต่วัยนี้ รวมทั้งเรื่องการกิน ควรจัดอาหารให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติ รูปแบบ พร้อมเป็นต้นแบบในการรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ถ้าเด็กฉลาดในการกินแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาย่อมมีมากกว่าความฉลาดของสมองน้อยๆ แน่นอน เพราะอาหารหนึ่งชนิดไม่ได้มีแค่สารอาหารเสริมสมองเท่านั้น

อาหารมากมายในธรรมชาติเป็นแหล่งของสารอาหารพัฒนาสมอง บางอย่างก็รวมสารอาหารเสริมสมองหลายชนิดไว้ในตัว หลักของการกินให้ลูกฉลาดและมี
สุขภาพดีจึงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่จัดอาหารให้ลูกได้กินทุกอย่างเพียงพอและครบถ้วน


ปลา...แหล่งรวมสารอาหารคุณภาพ

ปลาที่มีไขมันมาก อย่างปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลาสำลี ปลาจาละเม็ด ปลาช่อน ปลาดุกให้ลูกรับประทาน นอกจากเด็กจะได้โอเม้ก้า-3 น้ำมันปลาเพื่อพัฒนาสมองแล้ว ลูกยังได้โปรตีนคุณภาพ เหล็ก สังกะสี สารอาหารอื่นๆ ด้วย




 

อาหารเช้า...มื้อคุณภาพที่ไม่ควรลืม


เด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้ที่ต้องการพลังงานจากอาหาร เพื่อการเรียนรู้อย่างมาก โดยเฉพาะพลังงานจากอาหารมื้อเช้า เพราะช่วงเวลาจากมื้อเย็นถึงเช้าวันใหม่ค่อนข้างยาว และสมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการพลังงานสูงในการทำงาน มื้อเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ควรละเลย

อาหารมีประโยชน์ที่หลากหลายเพื่อลูก ต้องทำควบคู่ไปกับการจัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่สร้างเสริมทักษะและพัฒนาการด้วย เวลาและความใส่ใจจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณพัฒนาลูกได้อย่างรอบด้านไม่เฉพาะความฉลาดของสมองเท่านั้น




ที่มา   :    นิตยสารModern mom



วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา

ทำอย่างไรให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา
















website สอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก

website สอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก



website สอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเป็น website ที่ดีมากในwebsite มีเรื่อง    -     Animals    -     babies    -     Bath time    -     Colors    -     Crocodiles    -     Firer fighters    -     Fish    -     Gorillas    -     Monkeys             ฯลฯ
 

ลองเข้าไปที่     http://www.storyplace.org/preschool/other.asp  แล้วเลือก Fish หัวข้อ New Fish on the Reef แล้วเลือกลูกศรทางขาวมือ เป็นการสอนพูดที่แสดงความรู้สึกได้ดีมาก ถ้าอยากฟังเพลงภาษาอังกฤษเลือก swimming is fun for fish


Website for teachers training(listening)
 
 
1. http://gotoknow.org/blog/yahoo/60068
   Listening and pronunciation(good)
      http://teacher.scholastic.com/clifford1/flash/phonics/index.htm  
 
2.http://gotoknow.org/blog/yahoo/18565
  (Star fall) for children practice pronunciation
 
3. http://gotoknow.org/blog/yahoo/25457
  (Story place) for listening
 
4.http://gotoknow.org/blog/yahoo/27252
 เกม collecting money
 
5.http://gotoknow.org/blog/yahoo/25173
 เกมต่อคำ
 
6.http://gotoknow.org/blog/yahoo/61932
 websites for  reading and listening
 
7.http://gotoknow.org/blog/yahoo/60494
 Christmas
8.  http://portal.in.th/kha-ku/pages/5506/
  สำนวนภาษาอังกฤษ
 
9. http://portal.in.th/kha-ku/pages/6362/
   ภาษาอังกฤษกับเรื่องขำๆ
 
10.http://gotoknow.org/blog/yahoo/60309
 Grammar
 
11.http://gotoknow.org/blog/yahoo/61015
 Writing
 
12.http://gotoknow.org/blog/yahoo/60068
 Listening and pronunciation(good)
 
13.http://gotoknow.org/blog/yahoo/59648
 Natures
 
14.http://gotoknow.org/blog/yahoo/62959
  Vocabulary(Hangman)
 
15.http://gotoknow.org/blog/yahoo/58527
  words and alphabet
 
16.http://gotoknow.org/blog/yahoo/58848
   Quizzes
 
17.http://gotoknow.org/blog/yahoo/58768
  songs and close test
 
18.http://gotoknow.org/blog/yahoo/27736
  English for adults
 
19.http://gotoknow.org/blog/yahoo/61341
  Reading for adults and children
 
20.http://gotoknow.org/blog/yahoo/40416
  Games (choose monkey) for writing and listening
 
21.http://gotoknow.org/blog/yahoo/37823
  Vocabulary
 
22.http://gotoknow.org/blog/yahoo/27966
  website for children(hippo)
 
รวมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
http://portal.in.th/kha-ku
 
http://www.talkenglish.com/LessonIndex.aspx
ฝึกการฟัง พี่โอ๋แนะนำมาจาก
http://gotoknow.org/blog/english-usage/388066/





ที่มา  ::  GotoKnow โดย 




สอนลูกให้ฉลาดโดยการพูด 2 ภาษา/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

สอนลูกให้ฉลาดโดยการพูด 2 ภาษา/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

 
 
สอนลูกให้ฉลาดโดยการพูด 2 ภาษา/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
 




 
       การต้อนรับประเทศไทยสู่อาเซียนโดยการสอนลูกให้เป็นเด็ก 2 ภาษา เป็นแนวคิดที่น่าสนใจในโลกปัจจุบันที่ต้องมีการสื่อสารและติดต่อสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่าน New York Time และพบว่า นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวถึงประโยชน์มากมายในการสอนลูกให้เป็นเด็ก 2 ภาษา จนมีข้อสรุปว่าเด็ก 2 ภาษา ฉลาดกว่าเด็กภาษาเดียว การพูด 2 ภาษาจะมีผลต่อสมองในการพัฒนาระบบความจำ ไม่เฉพาะทางด้านภาษาแต่รวมไปถึงการป้องกันโรคความจำเสื่อมด้วยในเวลาเดียวกัน
      
       สิ่งที่ค้นพบใหม่นี้จะมีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากการค้นคว้าของนักวิจัย นักการศึกษา ผู้วางนโยบายในศตวรรษที่ 20 ที่พบว่า การสอนเด็กให้รู้จักภาษาที่สองจะแทรกแซง ความสามารถทางด้านการพูด ความจำ รวมทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาทางด้านสติปัญญา
      
       คำว่าแทรกแซงคงจะเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิด เพราะมีหลักฐานที่แน่ชัดระบุว่า สมองของเด็ก 2 ภาษาจะมีความคล่องตัวในทั้ง 2 ภาษาอยู่ และมีความตื่นตัวอยู่เสมอ แม้ว่าจะพูดภาษาเดียว ซึ่งอาจจะไปแทรกแซงต่ออีกภาษาหนึ่งได้ แต่การแทรกแซงนี้นักวิจัยได้ค้นพบว่า มันไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งมากแต่จะเป็นผลดีต่อสิ่งที่ซ่อนไว้ นั่นคือ การที่การบังคับให้สมองแก้ปัญหาภายในที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อความแข็งแกร่งต่อกล้ามเนื้อส่วนความจำ
      
       เด็ก 2 ภาษาจะมีความเข้าใจที่ลึกในการแก้ปัญหาที่รบกวนจิตใจได้มากกว่าเด็กภาษาเดียว งานวิจัยนี้ทำโดยนักจิตวิทยา ชื่อ เอแลน และไมเคิล มาติน ในปี 2004 ( Ellen Bialystok and Michelle Martin-Rhee) โดยทำการวิจัยกับเด็กอนุบาลที่ใช้ 2 ภาษาและภาษาเดียว โดยให้คัดเลือกวงกลมสีฟ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีแดงจัดลงในถังขยะ 2 ถัง ซึ่งมีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีฟ้า และวงกลมสีแดงในคอมพิวเตอร์ โดยคัดเลือกโดยการแยกแยะสี ผลปรากฏว่า เด็กทั้ง 2 กลุ่มสามารถทำได้เหมือนกันแต่เมื่อให้เลือกโดยใช้รูปทรงแทนโดยให้ใส่วงกลมสีฟ้าลงในถังขยะวงกลมสีแดง และสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีแดงลงในถังขยะสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีฟ้า ซึ่งยากกว่าเดิมเพราะมีอุปสรรคที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือสีของถังขยะ ผลปรากฏว่า เด็ก 2 ภาษาสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและทำได้เร็วและดีกว่าเด็กภาษาเดียว
      
       จากการศึกษาค้นคว้ามากมาย พบว่า เด็ก 2 ภาษาพัฒนาความสามารถทางสมอง ซึ่งเรียกว่าสมองส่วนบริหาร คือ สมองส่วนสั่งการ ส่วนวางแผน ส่วนแก้ปัญหาและส่วนการแสดงออกต่างๆ ต่อคำสั่งนั้นๆ ได้ดี ขั้นตอนนี้รวมไปถึงการเพิกเฉยต่อสิ่งที่เข้ามาขัดขวางจุดสนใจต่างๆด้วย โดยเด็ก 2 ภาษาจะมีสมาธิและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้มากกว่าเด็กภาษาเดียว ตัวอย่างเช่น เด็ก 2 ภาษาจะสามารถจำขั้นตอนทิศทางต่างๆ ได้ดี
      
       กุญแจที่ทำให้เด็ก 2 ภาษาแตกต่างจากเด็กภาษาเดียว คือ เด็ก 2 ภาษาต้องสลับเปลี่ยนภาษาบ่อยๆ เช่น พูดกับพ่อภาษาหนึ่งแล้วพูดกับแม่อีกภาษาหนึ่ง ทำให้ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น สมองจะสั่งการให้ขจัดสิ่งที่เป็นปัญหาออกไปเพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ประสบการณ์ที่เด็ก 2 ภาษาได้รับจะมีผลต่อสมองตั้งแต่เป็นทารกจนถึงกระทั่งมีอายุมากขึ้น (นั่นหมายรวมถึงคนที่เรียนภาษาที่สองในตอนโตด้วย)
      
       คนที่เรียน 2 ภาษาไม่เพียงแต่สามารถใช้สมองสั่งการให้ทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันเท่านั้น แต่ได้มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกามีการยืนยันด้วยถึงการทำงานของระบบประสาทในเรื่องของความจำ และพบว่าคนที่พูด 2 ภาษาจะเป็นโรคความจำเสื่อมน้อยกว่าคนที่พูดภาษาเดียว
      
       ดังนั้น การฝึกลูกให้พูดหรือสื่อสารได้มากกว่าหนึ่งภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาต่างประเทศหรือแม้แต่ภาษาถิ่นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยตรงต่อตัวเด็กและยังส่งผลดีมากมายไปถึงวัยผู้ใหญ่อีกด้วย
 
 
ที่มา  ::    ASTVผู้จัดการออนไลน์