Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

5 พัฒนาการเด็ด ของหนูน้อยวัย 3 ขวบ

5 พัฒนาการเด็ด ของหนูน้อยวัย 3 ขวบ





          ในวัย 3 ขวบ ลูกน้อยของคุณแม่ ก็ไม่ใช่ทารกตัวจ้อยที่ต้องให้คุณแม่อยู่ด้วยตลอดเวลาแล้วล่ะค่ะ เค้าจะมีพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางร่างกายสติปัญญา การเรียนรู้และทักษะทางสังคมที่มากขึ้น มีความคิดและเป็นด้วยของตัวเองมากขึ้นจนคุณแม่ต้องประหลาดใจเชียวล่ะค่ะ


ร่างกายพร้อม


          
พัฒนาการที่เห็นได้ชัดคือ ด้านร่างกาย เด็กชายวัย 3-4 ปี จะมีส่วนสูง 96-114 เซนติเมตร น้ำหนัก 13.5-20.5 กิโลกรัม ส่วนเด็กผู้หญิงอาจจะตัวเล็กกว่านิดหน่อย คือ มีส่วนสูง 94-114 เซนติเมตร น้ำหนัก 13-20 กิโลกรัม 

          
เด็กวัยนี้จะเคลื่อนไหวร่างกายได้เก่งขึ้น เค้าจะสนุกสนานกับการเล่นที่ต้องใช้การทรงตัว เช่น การวิ่งบนทางแคบ ๆ ทรงตัวบนท่อนไม้หรือกำแพงเล็ก ๆ เตี้ย ๆ และยิ่งเล่นก็จะยิ่งมีพัฒนาการทรงตัวดีขึ้น นอกจากนี้เค้าก็จะสนุกกับการถีบสามล้อ และเก่งขึ้นจนถึงขั้นที่สามารถหัดถีบจักรยานได้ ส่วนเรื่องของการเล่น เด็ก ๆ จะชอบเลียนแบบจากสิ่งที่เห็น เช่น การเล่นทำอาหารเหมือนกับที่เห็นคุณแม่ทำ เล่นเครื่องดนตรี กีฬา ไปจนถึงการเล่นเลียนแบบสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์

ทักษะการสื่อสารที่ก้าวหน้า


          
ในวัยทารก เด็ก ๆ จะใช้การแสดงออกทางร่างกาย เพื่อบอกสิ่งที่ตนต้องการ เช่น การร้องให้ การกางแขนเพื่อให้อุ้ม แต่พอถึงวัย 3-4 ขวบ เด็กจะใช้คำพูดเป็นเครื่องสื่อความหมายได้ดีขึ้น ใช้การออกท่าทางน้อยลง หรืออาจใช้คำพูดประกอบท่าทางไปด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการในทางภาษาสำหรับเด็ก

          
ในช่วงนี้เด็กจะเริ่มรู้จักคำมากขึ้น เข้าใจความหมายของคำว่า ข้างบน-ข้างล่าง- ข้างหน้า-ข้างหลัง ฯลฯ ต่อมาเค้าจะรู้จักการเรียงประโยค และมีความแตกฉานทางภาษามากขึ้น โดยที่เด็กจะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้เลี้ยงดู ทั้งพ่อแม่พี่เลี้ยง หากผู้ใหญ่รอบตัวเค้าใช้ภาษาที่ถูกต้องไพเราะ เด็ก ๆ ก็จะพูดเพราะไปด้วย

          
แม้เด็กวัยนี้จะใช้การพูดสื่อสารได้เก่งขึ้น แต่เด็กวัย 2 ขวบครึ่งถึง 4 ขวบ จำนวนมากอาจจะพูดไม่ค่อยเก่ง คือมีทั้งที่ดูเงียบเกินไป และพูดเหมือนติดอ่าง ซึ่งอาจเป็นเพราะความคิดของเด็กเร็วกว่าความสามารถในการใช้คำศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินเหตุ อาการเช่นนี้จะหายไปเมื่อสมองส่วนที่ใช้บังคับการพูดเติบโต และพัฒนาเต็มที่ ระหว่างนี้ไม่ควรเร่งรัดให้ลูกพูด เพราะจะทำให้เด็กไม่กล้าพูดมากขึ้นไปอีก

          
เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยคำพูด สำหรับเด็กวัยนี้ คือ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เค้ารู้จักบอกชื่อและนามสกุลของตัวเองได้เมื่อถูกถามนะคะ

พร้อมแล้วเรื่องการอ่าน-เขียน


          
เด็กวัย 3-4 ขวบ พร้อมแล้วที่จะอ่านหนังสือ สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น เค้าจะชอบดูรูปในหนังสือ ดีใจที่ได้หยิบจับพลิกเปิดหนังสือ อยากจะเขียนชื่อตัวเอง วาดภาพ และมีคำพูดแปลก ๆ ใหม่ ๆ มากมาย

          
ความชอบหนังสือนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากหากคุณพ่อคุณแม่สอนให้เค้าอ่านหนังสือ โดยการอ่านให้เค้าฟังอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอ่านหนังสือก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้เค้าได้พักผ่อนและเข้านอนอย่างมีความสุขแล้ว ยังเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งจะหาโอกาสอย่างนี้ได้ยากมากหากพ้นวัยนี้ไปแล้ว

          
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เลือกหนังสือของตนเอง และตั้งใจฟังเมื่อลูกทำท่าเหมือนอ่านแม้ความจริงแล้วสิ่งที่เค้าทำคือการจดจำข้อความที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ฟังมาพูด ไม่ได้เป็นการอ่านจริง ๆ ก็ตาม

          
ส่วนในเรื่องของการเขียน เด็กวัยนี้จะชอบขัดเขียน ระบายสี และวาดภาพแบบคร่าว ๆ ได้

พร้อมแยกจากพ่อแม่สู้สังคมใหม่


          
เด็กในวัยนี้โตพอที่จะเข้าโรงเรียนได้แล้ว ซึ่งเด็กจะรู้จักการแยกจากพ่อแม่ มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เค้าโตพอจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ รู้จักช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ รู้จักกฎเกณฑ์ในสังคมและสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ ได้

          
เด็ก ๆ จะยังคงสนุกสนานกับการปั้นดินน้ำมันให้เป็นขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย การต่อแท่งไม้เป็นรูปต่าง ๆ ตามจินตนาการ คำชมจากผู้ใหญ่จะช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ เก่งขึ้นได้ค่ะ

          
นอกจากนี้เด็ก ๆ จึงมีความผูกพันกับบุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากคนในครอบครัว เช่น คุณครูที่โรงเรียนอนุบาล เพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ไปจนถึงที่โตกว่าและเล็กกว่า เริ่มรู้จักคำว่า พวกเขา พวกเรา รู้ว่าของสิ่งไหนเป็นของตน หรือของคนอื่น แต่โดยธรรมชาติเด็กเล็กมีลักษณะของการนึกถึงตนเองเป็นใหญ่ ยังมีความอดทน รอคอย และการยับยั้งชั่งใจน้อย และยังมีความเข้าใจต่าง ๆ ไม่เพียงพอ เด็กในวัยนี้บางคนจึงอาจมีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว เมื่อไม่ได้ดังใจก็อาละวาด ขว้างปาสิ่งของ ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกของความรู้สึกนึกคิดของเด็ก โดยผ่านทางพฤติกรรมทั้งสิ้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะลดลง เมื่อเด็กเข้าใจกฎเกณฑ์ในสังคมดีขึ้น และสามารถใช้คำพูดเป็นเครื่องแสดงออกของความปรารถนาหรือระบายความรู้สึกของตนเองเก่งขึ้น


เข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด

          
โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กยังไม่เข้าใจอะไรเพียงพอและยังไม่มีความคิดเป็นของตนเองมากนัก ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดไปจากความจริงอย่างมาก เพราะเด็ก ๆ มีการเรียนรู้และรับรู้อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เค้าจึงมีความรู้สึกและความคิดตามแบบของเค้าและสามารถรับรู้เข้าใจอะไร ๆ ได้มากกว่าที่ผู้ใหญ่จะคาดคิด

          
เมื่อเด็กมีความไม่สบายใจ วิตกกังวล มีความทุกข์ เศร้า หรือแม้กระทั่งตื่นเต้น ดีใจ เด็กจะแสดงออก ผ่านทาพฤติกรรมเสมอ เพราะเค้ายังไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นโดยการบรรยายเป็นคำพูดได้ทั้งหมด

          

ดังนั้น เมื่อเด็กรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง มีความกลัว ไม่สบายใจ เราจะเห็นว่า เด็กจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ซนมากขึ้น งอแงติดแม่ เรียกร้องต่าง ๆ มากขึ้น ดื้อ แสดงอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้บ่อย หรือเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่าง ๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูเอาใจใส่เด็ก หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเค้าแล้ว จะสามารถเข้าใจอารมณ์จิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเด็กโดยไม่ยาก และจะสามารถช่วยเหลือเด็กได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น




ที่มา   ::     (M&C แม่และเด็ก)  ;    ปีที่ 37 ฉบับที่ 506 เมษายน 2557


5 วิธีเพิ่มความปลอดภัย ขณะที่เด็กกำลังเล่นน้ำ

5 วิธีเพิ่มความปลอดภัย ขณะที่เด็กกำลังเล่นน้ำ




         ไม่ว่าจะเป็นน้ำในสระน้ำ น้ำทะเล หรือที่อื่น ๆ ที่แม้จะดูสวยงาม แต่ก็อย่าลืมว่ามันก็มีอันตรายแฝงอยู่เช่นเดียวกัน และหลาย ๆ ครั้งที่ครอบครัวต้องสูญเสียเด็ก ๆ ไป เนื่องจากอุบัติเหตุทางน้ำ โดยองค์กร NPDA หรือ The National Drowning Prevention Alliance รายงานว่า การจมน้ำ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของเด็กที่มีอายุระหว่าง 1-4 ปี และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเด็กที่มีอายุระหว่าง 1 -14 ปี ดังนั้นคงจะดีกว่าหากคุณพ่อคุณแม่มีการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการช่วยเหลือ และป้องกันเด็ก ๆ จากอุบัติเหตุทางน้ำเอาไว้ ก่อนที่จะพาพวกเขาออกไปทำกิจกรรมทางน้ำกัน และจะได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่นะคะ 



1. พร้อมเข้าช่วยเหลือเสมอ

         
แม้เด็กจะไม่ได้ลงเล่นน้ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะปลอดภัยเสมอไป ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เด็กอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มความใส่ใจให้มากขึ้น และดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการช่วยเหลือเด็ก ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะสถานที่ที่ขาดผู้ดูแล เพราะไม่มีอะไรสามารถการันตีได้ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา  


2. สอบถามข้อมูลก่อนทุกครั้ง

         
ก่อนจะลงเล่นน้ำที่ใดก็ตามควรถามเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานจากสถานที่แห่งนั้นให้มั่นใจเสียก่อนว่า อนุญาตให้เด็ก ๆ ของคุณลงไปเล่นในสระได้หรือไม่ และหากลงเล่นได้ สามารถจะเล่นบริเวณใดของสระได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่มีผู้คนหนาแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับตัวเด็กเอง ที่สำคัญควรปฏิบัติตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ถ้าพวกเขาไม่อนุญาตเด็ก ๆ ลงเล่นน้ำ ก็ไม่ควรฝ่าฝืนคำสั่ง และที่สำคัญก็ไม่ควรจะมั่นใจในความสามารถของเด็กมากเกินไป เพราะอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น  


3. ฝึกการว่ายน้ำให้คล่อง และหัดเป็นคนช่างเลือก


         
ไม่ว่าจะเลือกคอร์สเรียนว่ายน้ำสำหรับตัวเองหรือเด็ก ๆ ควรเช็กข้อมูลให้ดี ตั้งแต่หลักสูตรการเรียน โครงสร้างการฝึกสอน รีวิวจากผู้ใช้บริการ และพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ ที่เคยสมัครหรือเป็นสมาชิกอยู่ในขณะนั้น เพราะแม้บางคอร์สจะดูน่าสนใจแต่ก็อาจไม่เหมาะกับเด็ก ๆ ของคุณ อีกทั้งยังมีบางคอร์สที่กำหนดเกณฑ์อายุของเด็กต่ำเกินไปด้วย ซึ่งผู้ปกครองจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณให้มากก่อนตัดสินใจสมัคร

         
ส่วนคอร์สว่ายน้ำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ก็ควรเป็นคอร์สที่สอนครอบคลุมถึงการช่วยเหลือเด็กเมื่อพวกเขาประสบอุบัติเหตุการปรับตัวในน้ำ ตำแหน่งการวางตัว และพื้นฐานการช่วยเหลือเด็กจนกระทั่งพวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองในน้ำได้


4. พกสิ่งของสำหรับช่วยเหลือติดตัวไว้


         
หากลูก ๆ ประสบอุบัติเหตุทางน้ำควรรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที เพราะการที่ร่างกายขาดออกซิเจนเพียง 4-6 นาที ก็สามารถทำให้ระบบสมองหยุดการทำงาน หรืออาจถึงตายได้เลยทีเดียว ถ้าไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมสิ่งของอะไรไปบ้าง ก็ควรสอบถามจากผู้รู้ หรือการ์ดประจำสระว่ายน้ำ แล้วเตรียมอุปกรณ์จำเป็นเหล่านั้นเอาไว้ให้พร้อมสำหรับการช่วยเหลือเสมอ


5. ใส่ใจเข้าอบรมการทำ CPR ช่วยชีวิต 


         
นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเข้ารับการอบรมฝึกการช่วยชีวิต หรือ CPR ให้คล่องแคล่ว และทำอย่างถูกวิธี รวมทั้งศึกษาฝึกฝนให้ครอบคลุมทั้งการช่วยชีวิตเด็กทารก เด็ก ผู้ใหญ่ รวมไปถึงวิธีการใช้อุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อความอุ่นใจ และสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที

         
ทุกความสนุกสนานล้วนมีอันตรายแฝงอยู่ แต่หากจะห้ามไม่ให้เด็ก ๆ ลงเล่นน้ำเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมตัวและเรียนรู้วิธีการกับขั้นตอนในการช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ประสบอุบัติเหตุทางน้ำเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับน้ำ





ที่มา     ::        กระปุกดอทคอม

Stop ! 9 นิสัยทำลายอนาคตลูกรัก

Stop ! 9 นิสัยทำลายอนาคตลูกรัก




Stop ! 9 นิสัยทำลายอนาคตลูกรัก 

          คุณแม่ทราบไหมคะ Dorothy Law Nolte นักประพันธ์ Children Learn What They Live กล่าวอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับเด็กไว้ว่า…

          

"ถ้าเด็กเติบโตมากับคำตำหนิ เด็กจะสงสัยตนเอง

          

ถ้าเติบโตมากับความเฉยเมย เด็กจะรู้สึกไร้ค่า

          

ถ้าเติบโตมากับความอับอาย เด็กจะรู้สึกผิด

          

ถ้าเติบโตมากับความกลัว เด็กจะเป็นคนวิตกกังวล

          

ถ้าเติบโตมากับกำลังใจ เด็กจะมีความเชื่อมั่น

          

ถ้าเติบโตมากับคำยกย่องชมเชย เด็กจะเห็นคุณค่าของตนเอง

         

ถ้าเติบโตมากับการยอมรับนับถือ เด็กจะยอมรับนับถือตนเอง

         

ถ้าเติบโตมากับความรัก เด็กจะรักตนเองและผู้อื่น และเพราะเด็ก

         

เลียนแบบพ่อแม่เป็นหลัก พฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านี้ พ่อแม่จึงไม่ควรทำนะคะ"



1. บังคับ


          พ่อแม่ที่เผด็จการ บังคับ เคี่ยวเข็ญ ใช้อำนาจกับลูก ลูกย่อมกลายเป็นเด็กขลาด ตื่นกลัว มีความเครียดสูง แล้วเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้ เมื่อโตพอก็จะเกิดการต่อต้าน ก้าวร้าว ตอบโต้ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาได้


2. พูดปด


          พ่อแม่ที่พูดปด พูดอย่างทำอย่าง เช่น สอนว่าโกหกไม่ดีไม่ควรทำ แต่มีคนมาบ้านแล้วไม่อยากพบก็ให้ ลูกบอกไม่อยู่ หรือสอนว่าสูบบุหรี่ ดื่มสุราไม่ดี แต่ทำกลับเสียเอง ลูกย่อมสับสน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ดีได้


3. เปรียบเทียบ


          พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับอีกคน หรือเด็กอื่น เช่น ลูกไม่เก่งเท่าเด็กข้างบ้าน น้องสวยกว่า หรืออื่น ๆ จะทำให้ลูกรู้สึกน้อยใจ อิจฉา ริษยา ท้อใจ เหล่านี้ไม่เป็น ผลดีต่อการพัฒนาเด็กให้เก่ง และมีอนาคตที่ดี


4. ตามใจ


          พ่อแม่ที่ตามใจลูกมาก ลูกอยากได้อะไรจะต้องให้ทันที จะทำให้ลูกเป็นเด็กไม่รู้จักอดทนรอคอย เมื่อโตขึ้นเข้าสู่สังคมนอกบ้านจะเข้ากับใครได้ยาก เอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากค่ะ


5. ไม่ให้เวลาลูก


          พ่อแม่ที่มีปัญหาจัดสรรเวลา รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ก็แทบไม่มีเวลาให้ลูกตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ กำหนดเลยว่า จันทร์-ศุกร์ทำงาน เสาร์-อาทิตย์ต้องหยุด เป็นวันของครอบครัวที่จะมีกิจกรรมร่วมกัน


6. กังวลเกินเหตุ


          พ่อแม่ที่มักแสดงความกังวลในตัวลูก เช่น กลัวลูกไม่สบาย กลัวลูกถูกแดดฝนจนเป็นไข้ กลัวลูกได้รับอุบัติเหตุ กลัวลูกถูกหลอก กลัวสารพัด จะทำให้ลูกพลอยเป็นเด็กวิตกกังวลตาม จนขาดความเชื่อมันในตัวเองได้


7. ปกป้องมาก


          พ่อแม่ที่ถนอมลูกดุจไข่ในหิน ไม่ยอมให้ทำอะไรทั้งที่ลูกโตแล้ว พ่อแม่จัดการให้หมด เพราะกลัวจะเป็นอันตราย เหล่านี้จะทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ช้า ช่วยเหลือตัวเองช้า ตัดสินใจเองไม่ได้ ไม่มั่นใจที่จะทำสิ่งใดค่ะ


8. เจ้าระเบียบ


          พ่อแม่ที่เจ้าระเบียบมาก ทุกอย่างต้องตรงเป๊ะ ไม่ยืดหยุ่นผ่อนปรน เมื่อลูกไม่ทำตามก็ดุว่า ลูกจะคิดว่าตัวเองไม่ดี ไม่มีความสามารถ ผิดหวัง มีปมด้อย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออนาคต ดังนั้นลดความเข้มงวดลงบ้างนะคะ


9. ลำเอียง


          พ่อแม่ที่เลือกที่รักมักที่ชัง รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักน้องมากกว่าพี่หรืออื่น ๆ ที่ลำเอียง เพราะเด็กอยากได้รับความเสมอภาค พ่อแม่จึงไม่ควรทำ ลูกจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่มั่นใจที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองค่ะ

         

บ้านไหนที่กำลังมีพฤติกรรม 9 ข้อที่กล่าวมา หรือมีแนวโน้มว่าจะนำทั้ง 9 ข้อมาใช้ ก็รีบปรับเปลี่ยนนะคะ เพื่อลูกน้อยของเราค่ะ






ที่มา           ::           (Mother&Care)   ;     Vol.10 No.113 พฤษภาคม 2557

มาฝึกลูกน้อยว่ายน้ำกันเถอะ

มาฝึกลูกน้อยว่ายน้ำกันเถอะ







ฝึกเด็กว่ายน้ำ

พาตัวน้อยไปป๋อมแป๋ม



          อากาศร้อน...ร้อนแบบนี้ ช่วงวันหยุดหลายบ้านเลือกพาครอบครัวไปเล่นน้ำในสระ ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สระว่ายน้ำในห้าง ในโรงแรม ในรีสอร์ท ฯลฯ แต่ติดกังวลว่าลูกยังเล็ก ถึงไปก็ต้องคอยนั่งดูแลลูกอยู่ดี ไมได้เล่นทั้งแม่และลูก แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ต้องรอถึงขวบ วัยนี้คุณแม่ก็พาเค้าฝึกหัดว่ายน้ำได้ค่ะ โดยปัจจุบันมีคอร์สฝึกสำหรับเด็กตั้งแต่วัย 4 เดือนถึง 6 ขวบ โดยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ร่วมลงสระเรียนรู้กับลูกด้วย

ทำไมต้องรีบฝึก
         หลายคนอาจมองว่าลูกยังเล็ก ต้องคอยกังวล แต่อย่าลืมว่าเค้าเจริญเติบโตมาในครรภ์ที่มีน้ำคร่ำล้อมรอบ ความคุ้นเคยกับการอยู่ในน้ำมีมาตลอด 9 เดือน ดังนั้นการฝึกให้เค้าลงสระก็ไม่ยาก ซึ่งในต่างประเทศ การให้ลูกเรียนว่ายน้ำตั้งแต่เล็ก ถือเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในเด็กที่แนะนำ ทั้งนี้เพราะเค้าคำนึงถึงความปลอดภัยจากอุบัติเหตุการจมน้ำของเด็กซึ่งเป็นสาเหตุอันดับ 2 ที่ทำให้เด็กเสียชีวิต จึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก

สระแบบไหนเหมาะกับลูก
         สระว่ายน้ำที่เหมาะกับลูกวัยเล็ก ควรเป็นสระที่ออกแบบมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เช่น สระน้ำอุ่นระบบน้ำเกลือที่ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะกับทารก แต่ในความเป็นจริง ก็หาสระแบบนั้นค่อนข้างยาก มีเฉพาะที่ ดังนั้นถ้าพาลูกลงเล่นน้ำในสระ ไม่ว่าสระไหนก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเป็นสระเป่าลมขนาดเล็กก็ตาม เพราะวัยนี้ลูกน้อยยังยืนได้ไม่ถนัด และต้องสวมห่วงยาง หรือปลอกแขน-สวมบ่าเป่าลมเสมอ เพื่อป้องกันลูกจมน้ำ (ดูว่าห่วงยาง ชูชีพ เป่าลมแน่นพอไหม มีรูรั่วตรงไหนไหม ก่อนพาลูกลงเล่นน้ำ)ให้ลูกดำน้ำได้ไหม
         อาจเคยเห็นรูปเด็กเล็กดำน้ำ แล้วสงสัยว่าถ้าฝึกลูกเองได้ไหม ตอบเลยค่ะ ห้ามเด็ดขาด การฝึกลูกลักษณะนี้ ต้องทำโดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ช่วงนี้พาเค้าเล่นน้ำ ว่ายไปมาก็พอ ให้เค้าได้เคลื่อนไหวแขนขา สนุกกับการเล่นน้ำอย่างเต็มที่ และถ้าลูกพอยืน-เกาะเดินไปมาได้แล้ว ก็ให้เค้าเล่นในสระที่ขายืนได้ถนัด ให้จับขอบสระ เล่นอยู่บริเวณนั้น เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแรงของแขนขา และเรียนรู้การทรงตัว-ความสมดุลเล่นน้ำนานได้แค่ไหน
         หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ค่ะ ถ้าเห็นว่าลูกหนาว ปาก-ตัวสั่นแล้ว ก็พาขึ้นเถิดค่ะ ดูว่าน้ำสระเย็นไปไหม ถ้าเย็นก็อย่าให้เล่นนาน (ส่วนใหญ่น้ำสระโดยเฉพาะตามรีสอร์ท โรงแรม จะค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว) เตรียมเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวหนา ๆ ไว้ให้พร้อม รีบห่อตัวลูก พาไปอาบน้ำทำความสะอาดเช็ดตัวให้แห้งทันทีหลังเลิกเล่น         เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี พร้อมจะยอมรับน้ำได้มากกว่าเด็กโต อีกทั้งเด็กทารกและเด็กเล็กสามารถออกกำลังกล้ามเนื้อได้มากกว่าเมื่ออยู่ในน้ำ ด้วยมีข้อจำกัดด้านแรงโน้มถ่วงน้อยกว่า ความสามารถในการนั่งหรือยืนจะพัฒนาได้ดี ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลด้านพัฒนาการด้านร่างกายเบื้องต้น เช่น การเดิน
         นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจในทารกและเด็กเล็ก หรือแม้แต่เด็กที่เป็นโรคหอบหืด คุณหมอมักจะแนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ การว่ายน้ำช่วยลดการหายใจหอบได้ดีกว่า การออกกำลังกายอย่างอื่น อาจเป็นเพราะอากาศที่อบอุ่นและขึ้นรอบสระว่ายน้ำช่วยลดการระคายเคืองในปอดได้








ที่มา     ::   (M&C แม่และเด็ก)  ;  ปีที่ 37 ฉบับที่ 507 พฤษภาคม 2557

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตออสเตรียกรุงเทพ

 
 
 
 
 




สถานเอกอัครราชทูตออสเตรีย กรุงเทพฯ
เลขที่ 14 ซอยนันทา-โมซาร์ท
ถนนสาทรใต้ ซอย 1
กรุงเทพ 10120
ฝ่ายกงสุล
โทร: (+66/2) 105 67 10
โทรสาร: (+66/2) 303-6058
กรณีเร่งด่วน หลังจากเวลาทำการ
โทร: 081 – 903-6516
ฝ่ายการเมือง
โทร: (+66/2) 105 67 00
โทรสาร: (+66/2) 303 6260
 
 

 
 
 
 
 
 
 




ที่มา      ::        http://www.bmeia.gv.at/botschaft/bangkok.html





การนัดหมายเพื่อยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย

การนัดหมายเพื่อยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย





Schedule an appointment
THAILANDVisit Austria Visa Service Centre by Appointment

This page allows you to schedule an appointment at a visa application centre for submitting the Austria visa application papers at your convenience.


Please click on the appropriate link: Now please enter the number of applicants applying together, and select the visa category.
Schedule Appointment
 
Re-schedule Appointment
 
Cancel Appointment
 
Print Appointment letter
 








ที่มา  ::  http://www.vfsglobal.com/austria/thailand/thai/schedule_appointment.html



ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรีย


ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรีย 


 




ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอวีซ่า
 
 
ขั้นตอนที่ 1:ยื่นใบคำร้องขอวีซ่าระยะสั้น( ไม่เกิน 90 วัน) , วีซ่าทำงาน / วีซ่านักเรียน (ไม่เกิน 180 วัน) ได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย
 
 
ขั้นตอนที่ 2:

ทางศูนย์ฯพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือท่านเพื่อให้ท่านสามารถผ่านกระบวนการยื่นคำร้องขอวีซ่าทั้งหมดทุกขั้นตอน แต่ทั้งนี้ทางศูนย์ฯ ไม่สามารถที่จะให้คำปรึกษาหรือชี้แนะท่านในการเลือกประเภทวีซ่าที่จะสมัครได้ หน้าที่หลักในการดำเนินการของศูนย์ฯ คือการให้บริการด้านการรับยื่นเอกสารต่างๆประกอบการขอวีซ่าเท่านั้น ดังนั้น ทางศูนย์ฯ จึงไม่อาจจะให้คำตอบแก่ท่านได้ว่าท่านจะได้รับวีซ่าหรือไม่ หรือจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการพิจารณาคำขอวีซ่าของท่านเป็นเวลานานเท่าใดเพราะการดำเนินการดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถานทูตออสเตรียแต่เพียงผู้เดียว
 

ขั้นตอนที่ 3:

ท่านสามารถเข้าไปที่ "ข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่า" เพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดของวีซ่าระยะสั้นและระยะยาว
 


ขั้นตอนที่ 4:

กรุณาอ่านประกาศเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยก่อนที่ท่านจะไปยื่นวีซ่าที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย

 
 
โปรดทราบ

ผู้ถือหนังสือเดินทางทางราชการและทางการทูต สามารถเข้าประเทศออสเตรียโดยที่ไม่ต้องขอวีซ่า

ผู้ที่ต้องการไป ประเทศ สโลวาเนียและประเทศมอลต้าสามารถยื่นใบคำร้องระยะสั้นได้ที่ศูนย์ยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรียประจำประเทศไทย

ค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่สามารถเรียกคืนได้ถึงแม้ผู้ยื่นจะได้รับการปฏิเสธวีซ่าหรือทำการถอนเรื่องก็ตาม
 
ระบบสแกนลาบนิ้วมือ


ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป ทางสถานฑูตออสเตียรประจำประเทศไทยและประเทศในกลุ่มโซนเช้งเก้น จะมีการเริ่มใช้ระบบ สแกนลายนิ้วมือ เพื่อใช้ในการจำแนกคุณลักษณะรายบุคคลในระบบการทำวีซ่า บุคคลทั่วไปที่มีความจำนงต้องการยื่นคำร้องขอวีซ่าในกลุ่มประเทศโซนเช้งเก้น ผู้ยื่นมีความจำเป็นที่จะต้องมายื่นคำร้องขอวีซ่าด้วยตนเองเท่านั้น เพราะผู้สมัครมีความจำเป็นที่จะต้องสแกนลายนิ้วมือ เพื่อระบุลายนิ้วมือของผู้สมัครทั้ง 10 นิ้วเพื่อเก็บเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้ภายใน 5 ปี หากผู้สมัครมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปในกลุ่มประเทศโซนเช้งเก้น

วัตถุประสงค์หลักในการทำระบบสแกนลายนิ้วมือ เพื่อลดความสับซ้อนและเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางเข้าพรมแดนและอีกทั้งเป็นการรักษาข้อมูลของผู้สมัคร
 
 
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
http://ec.europa.eu/dgs/home-affairs/what-we-do/policies/borders-and-visas/visa-information-system/index_en.htm
 
 
 







ที่มา :: http://www.vfsglobal.com/




การขอวีซ่าประเทศออสเตรีย (วีซ่าระยะยาว)

การขอวีซ่าประเทศออสเตรีย (วีซ่าระยะยาว)

 

 


วีซ่าระยะยาว



โปรดทราบว่าศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย (บริษัท วีเอฟเอส) นั้นดำเนินการให้บริการในการรับยื่นคำร้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศออสเตรียแบบวีซ่าพำนักระยะสั้นเท่านั้น (สำหรับการเข้าพำนักน้อยกว่า 90วัน )


ถ้าท่านต้องการเดินทางเข้าประเทศออสเตรียมากกว่า 90 วันแต่ไม่เกิน 180 วัน ในฐานะที่เป็นนักเรียน,นักธุรกิจ ,ผู้สมัครที่ไปอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรีย หรือผู้สมัครที่ไปทำงานระยะสั้น (ไม่เกิน 6 เดือน) และไม่ว่าท่านจะถือสัญชาติยุโรป (EU) หรือสัญชาติ (EFTA) ก็ตาม ท่านจำเป็นที่จะต้องสมัครวีซ่าออสเตรีย (Visa D), วีซ่าออสเตรีย (Visa D) คลอบคลุมการเดินทางเข้าประเทศในเครือยุโรปอื่นๆ (Schengen countries) ซึ่งอยู่อาศัยได้ไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลาที่กำหนดในวีซ่าของท่านเท่านั้น


วีซ่าระยะยาว ( Visa D) :100 ยูโร สั่งจ่ายเป็นเงินสกุลไทย กรุณาติดต่อสถานทูตออสเตรีย เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าประเภทอื่นๆ


ท่านสามารถติดต่อทางสถานทูตออสเตรีย เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าประเภทอื่นๆ คลิกที่นี่
ยูโรบาท
100 4,450




โปรดทราบ:

อัตตราค่าธรรมเนียมวีซ่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกเดือน ศูนย์รับคำร้องวีซ่าประเทศออสเตรียจะแจ้งอัตตราค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ให้ท่านทราบในเดือนถัดไป
ค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่สามารถเรียกคืนได้
ผู้ยื่นคำร้องทุกท่านจะต้องชำระค่าดำเนินการท่านละ (1120 บาท) (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อการยื่นคำร้องขอวีซ่า
บริการพิเศษเพื่อส่งหนังเดินทางกลับทางไปรษณีย์ทางศูนย์ฯมีบริการให้โดยที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อใบคำร้องขอวีซ่า
ค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าดำเนินการ และค่าบริการพิเศษเพิ่มเติมต่างๆนั้น จะรับชำระเป็นเงินสดเท่านั้นที่เคาน์เตอร์รับคำร้องขอวีซ่า




คลิ๊กที่นี่ เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานทูตออสเตรีย








ที่มา :: http://www.vfsglobal.com/



การขอวีซ่าประเทศออสเตรีย (วีซ่าเพื่อธุรกิจ)

การขอวีซ่าประเทศออสเตรีย (วีซ่าเพื่อธุรกิจ)
 

วีซ่าเพื่อธุรกิจ
 
ค่าวีซ่า

ประเภทวีซ่ายูโรบาท
วีซ่า ธุรกิจ 602,670
เด็กที่มีอายุ ตั้งแต่ 6 ปี และ ต่ำกว่า 12 ปี35 1,560



โปรดทราบ:

 

อัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกเดือน ศูนย์รับคำร้องวีซ่าประเทศออสเตรียจะแจ้งอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ให้ท่านทราบในเดือนถัดไป
ค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่สามารถเรียกคืนได้
ผู้ยื่นคำร้องทุกท่านจะต้องชำระค่าดำเนินการท่านละ (1120 บาท) (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อการยื่นคำร้องขอวีซ่า
บริการพิเศษเพื่อส่งหนังเดินทางกลับทางไปรษณีย์ทางศูนย์ฯมีบริการให้โดยที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อใบคำร้องขอวีซ่า
ค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าดำเนินการ และค่าบริการพิเศษเพิ่มเติมต่างๆนั้น จะรับชำระเป็นเงินสดเท่านั้นที่เคาน์เตอร์รับคำร้องขอวีซ่า




บุคคลผู้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า :


เด็กที่มีอายุ ต่ำกว่า 6 ปี
เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยและคุณครูหรืออาจารย์ที่เดินทางไปพร้อมกับนักเรียนเพื่อจุดประสงค์เกี่ยวกับการเรียนหรือการอบรมเกี่ยวกับการศึกษา
นักวิจัยจากประเทศที่ 3 ที่ยื่นขอวีซ่าระยะสั้นและมีจุดประสงค์ในการเดินทางเพื่อนำเสนอผลงานทางวิทยาศาสตร์
คู่สมรส / คู่ครอง ผู้ซึ่งได้ทำการจดทะเบียน กับ ประชาชนในเครือสหภาพยุโรป (EEA:นอร์เวย, ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์)อย่างถูกต้องตามกฎหมายพื้นฐานของประเทศสมาชิกในเครือสหภาพยุโรป หรือผู้เป็นทายาทสืบสายโลหิตสายตรงลงมา ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 21 ปี หรือ เป็นผู้ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์เฉกเช่นเดียวกันกับ ผู้เป็นคู่สมรส หรือ คู่ครองโดยพฤตินัย ดังมีระบุไว้ในเบื้องต้น อย่างถูกต้องตามกฎหมายพื้นฐานของประเทศสมาชิกในเครือสหภาพยุโรป, และจะต้องยื่นเอกสารดังต่อไปนี้ ใบจดทะเบียนสมรสหรือใบเกิด, เอกสารความสัมพันธ์คู่สมรสหรือพ่อแม่(ในกรณีที่เป็นลูก) และจะต้องยื่นตั๋วเครื่องบินที่มีชื่อของชาวยุโรปเดินทางไปด้วยทุกครั้ง
ตัวแทนขององค์กรที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนที่มีอายุ 25 ปีหรือน้อยกว่า ที่มีจุดประสงค์การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมสัมมนา การวิจัย งานทางด้านกีฬา งานทางด้านวัฒนธรรม หรือ งานทางด้านการศึกษาที่จัดขึ้นโดยองค์กรที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน

เนื่องมาจากข้อตกลง... (bilateral agreement) ค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้องข้อวีซ่า 35 ยูโร (1,560 บาท)สำหรับผู้มีสัญชาติต่างๆดังต่อไปนี้: รัสเซีย,ยูเครน,แอลเบเนีย,บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา,มาซิโดเนีย,มอนเตเนโก,เซอร์เบียและมอลโดวา

ค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่สามารถเรียกคืนได้ถึงแม้ผู้ยื่นจะได้รับการปฏิเสธวีซ่าหรือทำการถอนเรื่องก็ตาม
.




เอกสารที่ต้องการในการยื่นขอวีซ่า


วีซ่าธุรกิจ

เตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า ที่ท่านต้องการใช้เพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า

1. กรอกแบบฟอร์มใบคำร้องขอวีซ่าให้สมบูรณ์พร้อมเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่านด้วย, ส่งรูปถ่ายที่ถ่ายล่าสุด จำนวน 2 รูป (ภาพถ่ายต้องมีขนาดกว้าง: 35 มม. ยาว 45 มม., รูปภาพจะต้องเหมือนกับตัวจริงในปัจจุบัน, หน้าตรง,ห้ามยิ้มเห็นฟัน, ห้ามเปิดปาก,ศีรษะอยู่ระหว่าง 2/3 ของภาพ แต่ต้องสูงไม่เกิน 36 มม. ดวงตาจะต้องอยู่กึ่งกลางของรูป, สีของดวงตาชัดเจนและมีระยะห่างอยู่ระหว่าง 8 มม. และ 10 มม. และพื้นหลังสีขาวเท่านั้น)
2. หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบัน (หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวีซ่าจะหมดอายุ )
3.แสดงหลักฐานการงาน หนังสือรับรองการทำงาน 1 ฉบับ ให้ระบุ อาชีพ เงินเดือน และระยะเวลาในการทำงาน ( เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน ) หรือ กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้ใช้ใบจดทะเบียนการค้าที่มีชื่อผู้สมัคร ( ส่วนกรณีที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ผู้สมัครจำเป็นต้องทำหนังสือชี้แจงถึงที่มาของรายได้ในชีวิตประจำวัน ) ถ้าเป็นนักเรียนต้องมีหนังสือรับรองการเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา
4. เอกสารทางการเงิน เช่น ( สมุดบัญชีธนาคาร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้องอัพเดทล่าสุด หรือ Bank Certificate จากธนาคาร ในกรณีที่มีการ support หรือ ออกค่าใช้จ่ายให้ จำเป็นที่จะต้องทำหนังสือ Sponsor letter ( เป็น บิดา มารดา หรือ สามี ภรรยา หรือ นายจ้าง ) พร้อมแนบเอกสารเชื่อมโยงความสัมพัน อาทิ เช่น ทะเบียนสมรส หรือ สูติบัตร พร้อม แปล ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน
5. ส่งเอกสารการประกันการเดินทาง ดูที่นี(ยอดเงินประกันสุขภาพอย่างน้อย 30,000 ยูโร ซึ่งรับรองโดยบริษัทประกัน เช่น บริษัทประกันที่จดทะเบียนในประเทศยุโรป (ดูข้อมูลเพิ่มเติมตามเอกสารแนบ)
6.ส่งเอกสารการจองตั๋วเครื่องบินแบบไปกลับ ( Ticket Reservation ) (ท่านจะต้องส่งตั๋วเครื่องบินด้วย ณ วันที่ยื่นใบคำร้องขอวีซ่า)
7.แสดงหลักฐานเรื่องที่อยู่อาศัย เอกสารเกี่ยวกับที่พัก (Hotel Booking ) จำเป็นต้องครอบคลุมตลอดระยะเวลาการเดินทาง ให้ต่อเนื่องกับตั๋วเครื่องบินของผู้สมัคร (เช่น เอกสารการจองโรงแรม)
8. จดหมายเชิญจากบริษัทในประเทศออสเตรีย (ระบุระยะเวลาที่ท่านจะพำนักอยู่, จุดประสงค์การไป เป็นต้น)
9.เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)



เตรียมเอกสารต่างจากบริษัทที่เชิญท่าน:


*ในกรณีที่ท่านได้รับเชิญเป็นการส่วนตัว ถ้าท่านไม่สามารถแสดงหลักฐานทางการเงินเองของตัวท่านเองได้ ท่านต้องส่งจดหมายการันตีซึ่งรับรองโดยสถานีตำรวจที่ซึ่งผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางของท่านอาศัยอยู่ โดย แสดง Code เชิญจากสถานีตำรวจที่ ออสเตรีย พร้อมทั้งแสดง หน้า หนังสือเดินทางของคนเชิญ ประกอบด้วย ( ในกรณีไปพักกับ เพื่อน ญาติ หรือ คุ่สมรส )


ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.bmi.gv.at/cms/BMI_Fremdenpolizei/einreise_visa/Visum_6.aspx

สถานฑูตอาจเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากผู้สมัครได้ ใบคำร้องขอวีซ่าของท่านจะถูกพิจารณาก็ต่อเมื่อท่านได้ส่งเอกสารครบถ้วนให้กับสถานฑูตแล้วเท่านั้น หลังจากที่ท่านได้ทำการยื่นใบคำร้องขอวีซ่าแล้ว ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าไม่สามารถขอคืนได้ เอกสารทั้งหมดที่ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าจะต้องแปลเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาอังกฤษด้วย

โปรดทราบ: ก่อนที่ท่านจะเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่าน ท่านจะต้องตรวจสอบว่าข้อมูลทั้งหมดในใบคำร้องฯนั้นถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ และเอกสารที่ท่านยื่นเพื่อใช้ประกอบคำร้องขอวีซ่านั้นครบถ้วนถูกต้อง

หากท่านให้ข้อมูล เอกสารหรือหนังสือเดินทางที่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้องขอวีซ่าของท่าน คำร้องขอวีซ่าของท่านอาจถูกปฏิเสธ

เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)

เอกสารที่ต้องการในการยื่นขอวีซ่าสำหรับประเทศมอลต้า
เตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า ที่ท่านต้องการใช้เพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า

1.กรอกแบบฟอร์มใบคำร้องขอวีซ่าให้สมบูรณ์พร้อมเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่านด้วย, ส่งรูปถ่ายที่ถ่ายล่าสุด จำนวน 2 รูป (ภาพถ่ายต้องมีขนาดกว้าง: 35 มม. ยาว 45 มม., รูปภาพจะต้องเหมือนกับตัวจริงในปัจจุบัน, หน้าตรง,ห้ามยิ้มเห็นฟัน, ห้ามเปิดปาก,ศีรษะอยู่ระหว่าง 2/3 ของภาพ แต่ต้องสูงไม่เกิน 36 มม. ดวงตาจะต้องอยู่กึ่งกลางของรูป, สีของดวงตาชัดเจนและมีระยะห่างอยู่ระหว่าง 8 มม. และ 10 มม. และพื้นหลังสีขาวเท่านั้น)
2. หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบัน (หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวีซ่าจะหมดอายุ )
3. หนังสือรับรองการทำงาน 1 ฉบับ ให้ระบุ อาชีพ เงินเดือน และระยะเวลาในการทำงาน ( เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน ) หรือ กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้ใช้ใบจดทะเบียนการค้าที่มีชื่อผู้สมัคร ( ส่วนกรณีที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ผู้สมัครจำเป็นต้องทำหนังสือชี้แจงถึงที่มาของรายได้ในชีวิตประจำวัน ) ถ้าเป็นนักเรียนต้องมีหนังสือรับรองการเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา
4. เอกสารทางการเงิน เช่น ( สมุดบัญชีธนาคาร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้องอัพเดทล่าสุด หรือ Bank Certificate จากธนาคาร ในกรณีที่มีการ support หรือ ออกค่าใช้จ่ายให้ จำเป็นที่จะต้องทำหนังสือ Sponsor letter ( เป็น บิดา มารดา หรือ สามี ภรรยา ) พร้อมแนบเอกสารเชื่อมโยงความสัมพัน อาทิ เช่น ทะเบียนสมรส หรือ สูติบัตร พร้อม แปล ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน
5. ส่งเอกสารการประกันภัยการเดินทาง ดูที่นี(ยอดเงินประกันสุขภาพอย่างน้อย 30,000 ยูโร ซึ่งรับรองโดยบริษัทประกัน เช่น บริษัทประกันที่จดทะเบียนในประเทศยุโรป (ดูข้อมูลเพิ่มเติมตามเอกสารแนบ)
6.ส่งเอกสารการจองตั๋วเครื่องบินแบบไปกลับ ( Ticket Reservation ) (ท่านจะต้องส่งตั๋วเครื่องบินด้วย ณ วันที่ยื่นใบคำร้องขอวีซ่า)
7.แสดงหลักฐานเรื่องที่อยู่อาศัย (เช่น เอกสารการจองโรงแรม) เอกสารเกี่ยวกับที่พัก (Hotel Booking ) จำเป็นต้องครอบคลุมตลอดระยะเวลาการเดินทาง ให้ต่อเนื่องกับตั๋วเครื่องบินของผู้สมัคร
8. จดหมายเชิญจากบริษัทในประเทศออสเตรีย (ระบุระยะเวลาที่ท่านจะพำนักอยู่, จุดประสงค์การไป เป็นต้น)
9.เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)

เตรียมเอกสารต่างจากบริษัทที่เชิญท่าน:

*ในกรณีที่ท่านได้รับเชิญเป็นการส่วนตัว ถ้าท่านไม่สามารถแสดงหลักฐานทางการเงินเองของตัวท่านเองได้ ท่านต้องส่งจดหมายการันตีซึ่งรับรองโดยสถานีตำรวจที่ซึ่งผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางของท่านอาศัยอยู่ โดย แสดง Code เชิญจากสถานีตำรวจที่ ออสเตรีย พร้อมทั้งแสดง หน้า หนังสือเดินทางของคนเชิญ ประกอบด้วย ( ในกรณีไปพักกับ เพื่อน ญาติ หรือ คุ่สมรส )


 

ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


http://www.bmi.gv.at/cms/BMI_Fremdenpolizei/einreise_visa/Visum_6.aspx

สถานฑูตอาจเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากผู้สมัครได้ ใบคำร้องขอวีซ่าของท่านจะถูกพิจารณาก็ต่อเมื่อท่านได้ส่งเอกสารครบถ้วนให้กับสถานฑูตแล้วเท่านั้น หลังจากที่ท่านได้ทำการยื่นใบคำร้องขอวีซ่าแล้ว ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าไม่สามารถขอคืนได้ เอกสารทั้งหมดที่ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าจะต้องแปลเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาอังกฤษด้วย

โปรดทราบ: ก่อนที่ท่านจะเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่าน ท่านจะต้องตรวจสอบว่าข้อมูลทั้งหมดในใบคำร้องฯนั้นถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ และเอกสารที่ท่านยื่นเพื่อใช้ประกอบคำร้องขอวีซ่านั้นครบถ้วนถูกต้อง

หากท่านให้ข้อมูล เอกสารหรือหนังสือเดินทางที่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้องขอวีซ่าของท่าน คำร้องขอวีซ่าของท่านอาจถูกปฏิเสธ

เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)

เอกสารที่ต้องการในการยื่นขอวีซ่าสำหรับประเทศสโลเวเนีย

เตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า ที่ท่านต้องการใช้เพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า

1.กรอกแบบฟอร์มใบคำร้องขอวีซ่าให้สมบูรณ์พร้อมเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่านด้วย, ส่งรูปถ่ายที่ถ่ายล่าสุด จำนวน 2 รูป (ภาพถ่ายต้องมีขนาดกว้าง: 35 มม. ยาว 45 มม., รูปภาพจะต้องเหมือนกับตัวจริงในปัจจุบัน, หน้าตรง,ห้ามยิ้มเห็นฟัน, ห้ามเปิดปาก,ศีรษะอยู่ระหว่าง 2/3 ของภาพ แต่ต้องสูงไม่เกิน 36 มม. ดวงตาจะต้องอยู่กึ่งกลางของรูป, สีของดวงตาชัดเจนและมีระยะห่างอยู่ระหว่าง 8 มม. และ 10 มม. และพื้นหลังสีขาวเท่านั้น)
2. หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบัน (หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวีซ่าจะหมดอายุ )
3. หนังสือรับรองการทำงาน 1 ฉบับ ให้ระบุ อาชีพ เงินเดือน และระยะเวลาในการทำงาน ( เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน ) หรือ กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้ใช้ใบจดทะเบียนการค้าที่มีชื่อผู้สมัคร ( ส่วนกรณีที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ผู้สมัครจำเป็นต้องทำหนังสือชี้แจงถึงที่มาของรายได้ในชีวิตประจำวัน ) ถ้าเป็นนักเรียนต้องมีหนังสือรับรองการเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา
4. เอกสารทางการเงิน เช่น ( สมุดบัญชีธนาคาร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้องอัพเดทล่าสุด หรือ Bank Certificate จากธนาคาร ในกรณีที่มีการ support หรือ ออกค่าใช้จ่ายให้ จำเป็นที่จะต้องทำหนังสือ Sponsor letter ( เป็น บิดา มารดา หรือ สามี ภรรยา ) พร้อมแนบเอกสารเชื่อมโยงความสัมพัน อาทิ เช่น ทะเบียนสมรส หรือ สูติบัตร พร้อม แปล ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน
5. ส่งเอกสารการประกันภัยการเดินทาง ดูที่นี(ยอดเงินประกันสุขภาพอย่างน้อย 30,000 ยูโร ซึ่งรับรองโดยบริษัทประกัน เช่น บริษัทประกันที่จดทะเบียนในประเทศยุโรป (ดูข้อมูลเพิ่มเติมตามเอกสารแนบ)
6.ส่งเอกสารการจองตั๋วเครื่องบินแบบไปกลับ ( Ticket Reservation ) (ท่านจะต้องส่งตั๋วเครื่องบินด้วย ณ วันที่ยื่นใบคำร้องขอวีซ่า)
7.แสดงหลักฐานเรื่องที่อยู่อาศัย ) เอกสารเกี่ยวกับที่พัก (Hotel Booking ) จำเป็นต้องครอบคลุมตลอดระยะเวลาการเดินทาง ให้ต่อเนื่องกับตั๋วเครื่องบินของผู้สมัคร (เช่น เอกสารการจองโรงแรม)
8. จดหมายเชิญจากบริษัทในประเทศออสเตรีย (ระบุระยะเวลาที่ท่านจะพำนักอยู่, จุดประสงค์การไป เป็นต้น)
9.เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)



เตรียมเอกสารต่างจากบริษัทที่เชิญท่าน:


*ในกรณีที่ท่านได้รับเชิญเป็นการส่วนตัว ถ้าท่านไม่สามารถแสดงหลักฐานทางการเงินเองของตัวท่านเองได้ ท่านต้องส่งจดหมายการันตีซึ่งรับรองโดยสถานีตำรวจที่ซึ่งผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางของท่านอาศัยอยู่ โดย แสดง Code เชิญจากสถานีตำรวจที่ ออสเตรีย พร้อมทั้งแสดง หน้า หนังสือเดินทางของคนเชิญ ประกอบด้วย ( ในกรณีไปพักกับ เพื่อน ญาติ หรือ คุ่สมรส )


ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.bmi.gv.at/cms/BMI_Fremdenpolizei/einreise_visa/Visum_6.aspx

สถานฑูตอาจเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากผู้สมัครได้ ใบคำร้องขอวีซ่าของท่านจะถูกพิจารณาก็ต่อเมื่อท่านได้ส่งเอกสารครบถ้วนให้กับสถานฑูตแล้วเท่านั้น หลังจากที่ท่านได้ทำการยื่นใบคำร้องขอวีซ่าแล้ว ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าไม่สามารถขอคืนได้ เอกสารทั้งหมดที่ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าจะต้องแปลเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาอังกฤษด้วย

โปรดทราบ: ก่อนที่ท่านจะเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่าของท่าน ท่านจะต้องตรวจสอบว่าข้อมูลทั้งหมดในใบคำร้องฯนั้นถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ และเอกสารที่ท่านยื่นเพื่อใช้ประกอบคำร้องขอวีซ่านั้นครบถ้วนถูกต้อง

หากท่านให้ข้อมูล เอกสารหรือหนังสือเดินทางที่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้องขอวีซ่าของท่าน คำร้องขอวีซ่าของท่านอาจถูกปฏิเสธ

เอกสารรับรองตัวจริงจากนายจ้างหรือบริษัทต้องแสดงวันที่ออกจดหมาย,เงินเดือน,ระยะเวลาที่จะไปอยู่ที่ประเทศเชงเก้น,จุดประสงค์การไป,ประโยคที่แสดงว่านายจ้างหรือบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางและรับรองว่าผู้สมัครจะเดินทางกลับมาพร้อมมีตราประทับบริษัทและลายเซ็นจากผู้จัดการด้วยทุกครั้ง (ชื่อผู้จัดการหรือผู้รับรองควรที่จะพิมพ์ทุกครั้ง)



คุณสมบัติรูปถ่าย




ข้อควรระวัง : รูปถ่ายที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่านั้นจะต้องตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามด้านล่างนี้

กรุณานำรูปถ่ายจำนวน 2 รูปที่ ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเป็นรูปถ่ายสีและมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้:

ฉากหลังเป็นสีอ่อน (ขาว หรือ ครีม) ที่สามารถทำให้มองเห็นใบหน้าของผู้ยื่นได้อย่างชัดเจน
โฟกัสที่ใบหน้าของผู้ยื่น และ มีความคมชัดสูง
พิมพ์บนกระดาษที่ใช้สำหรับการถ่ายรูปที่มีคุณภาพดี
มองเห็นใบหน้าทั้งหมด ไม่ยิ้ม (ไม่สวมแว่นตา หมวก หรือ ผ้าคลุมศีรษะใดๆ) อย่างไรก็ตาม ทางสถานทูตยังคงอนุญาตให้ผู้ยื่นสามารถใส่ผ้าคลุมผมทางศาสนาได้
กรุณาติดรูปถ่ายด้วยกาวเท่านั้นที่ใบคำร้องขอวีซ่า (ไม่ใช้ที่เย็บกระดาษ) และสำหรับรูปถ่ายใบที่ 2 นั้นให้ยื่นพร้อมกับเอกสารอื่นๆแก่เจ้าหน้าที่ในขณะที่ทำการยื่นขอวีซ่า ณ. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า

ข้อควรระวัง : หากรูปถ่ายไม่ตรงตามคุณสมบัติที่ระบุไว้ข้างต้น อาจจะส่งผลต่อการพิจารณาคำร้องขอวีซ่าของท่านได้ ดังนั้น ควรระมัดระวังในการปฎิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ท่านสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อกำหนดของรูปถ่าย




แบบฟอร์มยื่นคำร้องขอวีซ่า



ใบคำร้องขอวีซ่า 



 ใบคำร้องขอวีซ่า ภาษาเยอรมัน


ตามคำสั่งที่ได้รับจากทางสถานทูตออสเตรีย, ผู้สมัครต้องลงนามในใบยื่นคำร้องขอวีซ่าก่อนทำการยื่นเอกสารทุกครั้ง

คำแนะนำในการดาวน์โหลด :

1.ใบคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF
2.สำหรับผู้ที่ต้องการดาวน์โหลดใบคำร้องนี้นั้น ท่านต้องดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Acrobat Reader ตามลิงค์ด้านล่างนี้



ดาวน์โหลด Adobe Acrobat Reader


ขั้นตอนในการดาวน์โหลด:

1.กรุณาคลิ๊กที่ลิงค์ ดาวน์โหลด
2.เมื่อใบคำร้องปรากฎขึ้นมา ท่านสามารถ Save ใบคำร้องได้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของท่าน
หรือ
1. กรุณาคลิ๊กขวาที่ลิงค์ที่คุณต้องการดาวน์โหลด
2.เลือก Save Target As
3.Save ใบคำร้องลงในคอมพิวเตอร์





ที่มา :: http://www.vfsglobal.com/